D i s c o v e r y T h a i l a n d  M u s e u m   o f   B u d d h a   i m a g e s
Museum of Dvthai collection of Buddha image from southeast  Asia
 
 
     

ผู้เช่าสามารถ แสดงเจตจำนงในการเช่า ได้โดย ส่งอีเมล์ แจ้งได้ที่ nokkiller@hotmail.com  หรือ โทรศัพท์แจ้งความประสงค์ได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์     0 6670 8877  หรือโทร 081 672 8899  และสามารถโอนเงินได้ที่หมายเลข บัญชี 431-031761-7 ชื่อ บัญชีออมทรัพย์  ชนก หล้านามวงศ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสัชนาลัย

Museum of Discovery Thailand   is your key to the internet information, such as collecting, buying & selling about Buddha image and antiques especially Images of Thai Buddha  Mysite is the place to share information, experience, tips, goods and services.  Most of the collections are sold at more than the reasonable prices compare with most international standards. Please Enter & Enjoy our Site.

   
   
 

 

(ลักษณะของวัดในภาคเหนือ ที่มักมีตัว มกร และสิงห์ อยู่หน้าประตูโบสถ์)

 

รูปแบบของพุทธรูปล้านนา

 

พระพุทธรูปล้านนาอาจจะแบ่งเป็น ๓ แบบ ตามลักษณะของศิลปะและอายุของพระพุทธรูป คือ

๑ . พระพุทธรูปแบบหริภุญชัย

๒ . แบบล้านนาตอนต้น และแบบล้านนาตอนปลาย

๓ . แบบพม่า

๑ . พระพุทธรูปแบบหริภุญชัย

พระพุทธรูปแบบหริภุญชัย ประมาณอายุราว พ . ศ . ๑๓๓๙ – ๑๘๓๙ กำหนดอายุตามระยะเวลาการสร้างหริภุญชัย จนถึงสมัยพระญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ ลักษณะพระพุทธรูปยุคนี้นิยมสร้างด้วยหินทรายแกะสลัก นิยมสร้างพระพุทธรูปในปางสมาธิ เหมือนพุทธรูปพะเยา และช่างหริภุญชัยสร้างพระพุทธรูปยืนทำจากดินเผา ใช้ประดิษฐานที่ซุ้มเจดีย์ ลักษณะเด่น คือพระเศียรกลม เม็ดพระศกเป็นก้นหอยใหญ่ ไม่มีเกตุมาลา พระนาสิกกว้าง พระโอษฐ์หนา ห่มจีวรแบบห่มคลุม

(ภาพของตัวมกร เริ่มพบในสถาปัตยกรรมแบบล้านนาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายเป็นต้นมา)

๒ . พระพุทธรูปแบบล้านนาตอนต้น และแบบล้านนาตอนปลาย ( สมัยราชวงศ์มังราย )

พระพุทธรูปในสมัยนี้มีอายุราวรัชกาลพระญามังราย เมื่อพระองค์ได้เสด็จนำช่างจากเมืองอังวะ ในราว พ . ศ . ๑๘๓๓ ถึงสมัยที่เชียงใหม่และล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าใน พ . ศ . ๒๑๐๑ ช่างล้านนานิยมสร้างพระพุทธรูปด้วยสำริด และใช้เทคนิคการหล่อพระพุทธรูป โดยอาศัยแบบศิลปะสกุลช่างปาละของอินเดีย และผสมผสานกับศิลปะสุโขทัยในระยะเวลาต่อมา พุทธรูปสมัยนี้มีทั้งปางประทับยืนและปางมารวิชัย

พระพุทธรูปปางมารวิชัย ในล้านนาเรียกว่า พระสิงห์หนึ่ง - สอง - สาม พระพุทธรูปสิงห์หนึ่ง เป็นแบบพระพุทธรูปที่รับอิทธิพลจากศิลปะปาละ - เสนะ โดยประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระพักตร์กลม พระอุระอวบ พระเกตุมาลาเป็นดอกบัวกลมเม็ดพระศกค่อนข้างใหญ่ ชายสังฆาฏิอยู่เหนือพระถัน ฐานพระพุทธรูปเป็นทรงบัวหงาย

พระพุทธรูปแบบสิงห์สอง มีลักษณะเช่นเดียวกับแบบสิงห์หนึ่ง แต่ชายสังฆาฏิต่ำลงมาถึงพระถัน พระพุทธรูปแบบสิงห์สาม เป็นพุทธรูปล้านนาที่รับอิทธิพลจากสุโขทัย มีพุทธลักษณะปางประทับนั่งบนฐานราบไม่ตกแต่งลวดลาย นั่งขัดสมาธิราบ ชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี พระเกตุมาลาเป็นรัศมีเปลวแบบสุโขทัย พระศกมีขนาดเล็ก

 

(วัดในพม่ามักจะมีภาพเทวดาพนมมือและเทวดาอวยชัย เพื่ออำนวยพรให้แก่ผู้มาแสวงบุญเสมอ)

๓ พุทธรูปแบบพม่า

การสร้างพุทธรูปแบบพม่าในล้านนา เนื่องมาจากการเข้ามาของกลุ่มพ่อค้าไม้ชาวพม่าโดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ล้านนากำลังรุ่งเรืองในด้านกิจการค้าไม้สมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระพุทธรูปพม่าในล้านนามักเป็นอิทธิพลศิลปะพม่า จากเมืองมัณฑเลย์ อาจสร้างจากแก้วสี สำริด ไม้แกะสลักและตกแต่งด้วยอัญมณีที่พระนาลาฏ โดยทั่วไปพระพุทธรูปปางมารวิชัยจะมีลักษณะองค์พระอวบอ้วน พระศอสั้น ประทับนั่งเอียงก้มไปด้านหน้า ลักษณะนี้ พม่าเรียกว่า “ เตงบเลงเขว ” พระพักตร์สี่เหลี่ยม พระนลาฏแคบ พระโอษฐ์กว้าง พระกรรณยาว พระจีวรเป็นแบบห่มคลุม วัสดุที่สร้างด้วยสำริด แก้วสีขาว ( อลาบาสเตอร์ ) ไม้สัก ไม้ไผ่สาน หรือเศษผ้า ที่เรียกว่า ชาโล

นอกจากนี้พระพุทธรูปในล้านนายังปรากฏรูปแบบพุทธรูปแบบไทลื้อ สิบสองปันนา เช่น ที่พบในจังหวัดพะเยา และน่าน เป็นต้น

พระเจ้าที่เป็นศิลปะในสกุลช่างเชียงใหม่จะมีสองลักษณะ คือแบบที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยผสม กับเชียงแสนรุ่นหลังกับแบบที่สร้างเลียนแบบศิลปะเชียงแสนรุ่นแรก

พระพุทธรูปในสกุลช่างฝางซึ่งมีอยู่น้อยนั้น มักจะสร้างด้วยทองสำริดรมดำ เน้นเส้นคมที่พระนาสิกและพระขนง

พระพุทธรูปในสกุลช่างพะเยาจะสร้างด้วยหินทราย ซึ่งพระพุทธรูปเช่นนี้ที่พบส่วนใหญ่เศียรมักจะหักออกจากองค์พระ

พระพุทธรูปในสกุลช่างน่าน มักจะเป็นพระพุทธรูปแบบสุโขทัยผสมเชียงแสน

สิ่งที่พุทธศาสนิกชนสักการบูชาแทนองค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้านั้น นอกจากจะมีรอยพระพุทธบาท พระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุที่มีอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่พอเพียงต่อจำนวนของศรัทธาของชาวพุทธได้ จึงจำเป็นต้องมีสิ่งที่ใช้แทนพระพุทธองค์มากขึ้น สิ่งที่สะดวกต่อการสร้าง และสามารถเจริญศรัทธาได้ดีก็คือพระพุทธรูปนั้นเอง แต่กระนั้นความเห็นของภิกษุล้านนา โดยเฉพาะในเชียงใหม่ยุคก่อนยังไม่ลงรอยกัน พระภิกษุคือสายป่าแดงกล่าวว่า การที่สร้างพระพุทธรูปไว้ แทนพระพุทธองค์เป็นการไม่สมควร เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้อนุญาตให้สร้างรูปเหมือนของพระองค์ คือทรงให้รอยพระพุทธบาทและพระเกศธาตุเท่านั้น แม้เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพานไปแล้ว พระสาวกก็สักการบูชาพระสารีริกธาตุแทนพระองค์ พร้อมทั้งได้อ้างเอาคัมภีร์ตำนานพระบาทและตำนานพระธาตุ เช่น ตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นต้น ซึ่งตำนานนี้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเสด็จเทียวไปเทศนาสั่งสอนเวเนยยะสัตว์ ตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ เมื่อเสด็จไปถึงและประทับ ณ ที่ใดพระพุทธองค์ก็มักจะลูกเอาเส้นพระเกศาให้พระอานนท์รับเอา เพื่อมอบต่อกับคนในท้องถิ่นนั้นบรรจุไว้เป็นเครื่องระลึกถึงพระองค์ และในบางแห่งพระพุทธเจ้าก็ได้ประทับรอยพระบาทลงบนหิน ให้เป็นที่สักการบูชาแทนพระองค์ ในตำนานกล่าวจำนวนพระบาทและพระธาตุในล้านนา มีพระสารีริกธาตุ ๒๓ แห่ง กับพระพุทธบาทจำนวน ๓๖ แห่ง และพระภิกษุสายวัดป่าแดงยังได้โจมตีพระภิกษุสายวัดสวนดอก ในการเทศนาว่าไม่สมควรสร้างพระพุทธรูป และชวนไม่ให้ชาวบ้านไหว้พระพุทธรูปที่คนสร้างขึ้น เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่รูปพระพุทธเจ้า แต่เป็นรูปเหมือนตัวเขาเองให้คนไหว้ ดังนั้นให้นำเอาที่เขาเรียกว่าพระพุทธรูปนั้นไปไหลน้ำหรือนำไปฝังไว้ให้หมด เมื่อชาวบ้านได้ฟัง บางกลุ่มก็เห็นคล้อยตาม จึงนำเอาพระพุทธรูปไปฝังดินบ้างโยนทิ้งน้ำ บ้างอันนี้คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ปัจจุบันมีข่าวการพบพระพุทธรูปที่ฝังอยู่ในดิน และพบในน้ำอยู่เสมอหลายองค์คงเป็นพระพุทธรูปที่ถูกนำไปฝัง และโยนไปในน้ำตามคำสอนของพระสายวัดป่าแดงในสมัยนั้นก็เป็นได้

ส่วนพระภิกษุสายสวนดอกก็พากันแสวงหาตำนาน และอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป หรือแต่งขึ้นมาเองในภายหลัง ซึ่งอาจจะมีอายุน้อยกว่าตำนานพระบาท หรือพระธาตุ ในตำนานการสร้างพระพุ่ทธรูป กล่าวถึงพญาปเสนทิโกศลได้สร้างพระวิหารถวายแด่พระพุทธเจ้า และได้ขออนุญาตสร้างรูปของพระองค์ซึ่งก็ทรงอนุญาตพญาปเสนทิโกศล จึงให้ช่างก่อพระพุทธรูปประทับนั่งอยู่บน แท่นแก้ว หรือฐานชุกชี เมื่อสร้างเสร็จจึงได้กราบทูลให้พระพุทธเจ้าและอาราธนา ขอให้พระองค์เสด็จไปทอดพระเนตร พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปดู เมื่อพระพุทธเจ้าเข้าไปในพระวิหาร พระพุทธรูปที่ก่อไว้นั้นก็ลงจาก แท่นแก้ว ลงมานั่งข้างล่าง แท่นแก้ว เพื่อให้พระพุทธเจ้าองค์จริงประทับนั่งข้างบน และนอกจากนั้นพระภิกษุสายสวนดอกยังแต่งตำนานอื่นที่เกี่ยวกับพระพุทธรูปอีกหลายตำนาน และมีคัมภีย์กล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปด้วยวัตถุต่างๆ เช่น ตำนานพระเจ้านั่งดิน ตำนานพระแก้ว พระสิงห์ ตำนานพระเสตังคมนี ตำนานพระไม้แก่นจันทร์ เป็นต้น เพื่อเทศน์ให้ศรัทธาชาวบ้านได้ฟังเพื่อให้เกิดศรัทธาในการสร้างพระพุทธรูปจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังกล่าวถึงอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป ไว้เพิ่มพูนศรัทธาของผู้ที่สร้างพระพุทธรูปอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ในสมัยโบราณจึงมีพระพุทธรูปขนาดต่างๆ อยู่เต็ม แท่นแก้ว ในวิหาร บางวัดจึงต้องแบ่งย้ายมาไว้ตามซุ้มของเจดีย์ ก็มีพระพุทธรูปที่ปรากฏจะมีหลายขนาด สร้างขึ้นด้วยวัตถุหลายอย่าง มีพระหุ้มด้วยแผ่นเงิน หุ้มด้วยแผ่นทองคำ สร้างด้วยเกสรดอกไม้ สร้างด้วยข้าวเย็นหรือข้าวเหลือจากการฉัน สร้างด้วยไม้ สร้างด้วยหิน หรือสร้างด้วยแก้ว ส่วนพระประธานที่มีขนาดใหญ่ส่วนมากจะก่อด้วยอิฐถือปูน พระเจ้า ส่วนมากอยู่ในท่านั่งปางมารวิชัย คือปางประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ซ้ายพาดเหนือพระเพลา พระกรขวาพาดที่พระชานุหรือเข่าแล้วเหยียดนิ้วพระหัตถ์ทั้งห้าลงด้านล่าง

 

 

 

 

   
   
 
 

Copy-Right Discoverythailand.co.th 2006 Website designed by nokkiller@hotmail.com