ส่งสการตานคาบ
หมายถึงงานศพของทางล้านนา
ซึ่งมีประเพณีที่ยึดถือประพฤติปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน
เป็นสิ่งที่ผู้อยู่เบื้องหลังได้กระทำให้ผู้วายชนม์
ในบางท้องที่อาจมีแตกต่างกันในรายละเอียดบ้าง
แต่โดยภาพรวมนั้นเหมือนกัน
ผู้คนทางล้านนาเมื่อถึงเวลาลาจากพี่น้องวงศ์วานไป
การจัดงานศพนั้นสิ่งที่ขาดแทบจะไม่ได้ ก็คือ ปราสาท
ปราสาทในล้านนานั้นมีประวัติมายาวนานหลายร้อยปี
ดังที่ปรากฏในบันทึกว่า
จากพงศาวดารโยนก
ตอนหนึ่ง จุลศักราช ๙๔๐ ปีขาล
สัมฤทธิศก
เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ
นางพญาวิสุทธิเทวี ต๋นนั่งเมืองนครพิงค์ ถึงสวรรคต
พระญาแสนหลวงจึงแต่งการพระศพ
ทำเป๋นวิมานบุษบกตั้งอยู่บนหลังนกหัสดินทร์ตั๋วใหญ่แล้วฉุดลาก
ไปด้วยแฮงจ๊างคชสาร
จาวบ้าน
จาวเมืองเตียวตวยก้นเจาะก๋ำแปงเมืองออกไปตางต่งวัดโลกโมฬี
และทำก๋ารถวายพระเพลิง ณ ตี้นั้น.....เผาตึงฮูปนกหัสฯ และ
วิมานบุษบกนั้นตวย
ในปัจจุบันสถาบันกษัตริย์ของทางล้านนานั้นได้ขาดช่วงลงแล้ว
คงเหลือแต่
สถาบันสงฆ์
ที่ยังพอจะเป็นความหวังในการสืบสานฮีตฮอยของทางล้านนาไว้
ให้คงอยู่คู่กับแผ่นดินล้านนาตราบนานเท่านาน
เพราะเป็นธรรมดาอย่างหนึ่งว่า
ในสังคมใดถ้าขาดสถาบันหลัก
สังคมนั้นก็มักจะรักษาจารีตประเพณีอันเก่าแก่ไว้ได้ยาก
ภาพด้านล่างนี้เป็นงานของ
พระครูวรธรรมโชติ
หรือ ท่านครูบาอินตา
อายุ ๖๑ ปี
๔๑ พรรษา
เจ้าอาวาสวัดตองกาย ต. หนองควาย อ.หางดง เชียงใหม่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๙

เจ้าหน้าที่กำลัง
ถอดส่วนยอดปราสาทออกเพื่อความสะดวก
ในการลากปราสาทสู่สุสาน
การบังคับการเลี้ยว
ทำได้โดยใช้แรงคน และไม้พลองในการงัดต้นมะพร้าว
ให้ไปตามทิศทางเลี้ยวซ้ายและขวาซึ่งทำได้ลำบากมาก
เป็นการแสดงความร่วมมือร่วมใชของ วิถีชาวบ้านอย่างแท้จริง
เมื่อพระสงฆ์ถึงแก่มรณภาพ จะจัดศพอย่างสมเกียรติ
คือทำ ปราสาท
ใส่โลงศพ วางบนบุษบก
ทำเป็นเรือนยอดและตั้งบนหลังนกหัสดีลิงค์
ทำแม่เรือวางปราสาทสำหรับลากไปสู่สุสาน
ในวันทำศพคนจะมากันมากมาย เพราะถือว่าเป็นบุญกุศลอย่างสำคัญ
การเคลื่อนขบวนอาศัยความร่วมมือของผู้คนจำนวนมาก
รอบปราสาท ๔ ทิศ
จะมีเสาไม้ไผ่สูงสุดลำ ขึงผ้าสังฆาฏิ (ผ้าพาดบ่า)
ของพระสงฆ์ผู้มรณภาพ
ผ้าเพดาน มักจะนำผ้า สังฆาติ (ผ้าพาดบ่า เวลาฟังพระสงฆ์
สวดปาฏิโมกข์ )
ถือว่าเป็นผ้าศักดิ์สิทธ์ สามารถกันความร้อน
ไม่ให้ร้อนไปถึงชั้นอินทร์ ชั้นพรหม
ผ้ากระดาน (ผ้าปูพื้น) นิยมใช้ผ้าจีวรผู้มรณะภาพ ปูพื้นดิน
ก่อนวางฟืนทับลงไป
เพื่อกันความร้อน ลงไปถึง นรก และบาดาล
พญานาค ใช้ประดับเมรุ ตามคติความเชื่อ
ที่ว่านาคเป็นผู้ให้น้ำและความอุดมสมบูรณ์
ในบริเวณที่เผาศพนั้นจะไม่ร้อนและไม่แห้งแล้ง
นกหัสดีลิงค์ ใช้เป็นพาหนะนำเอาขี้เถ้าศพพระ ผู้มรณภาพ
ไปโปรยยังป่าหิมพานต์
เชื่อกันว่าถ้าขี้เถ้าของพระอรหันต์ พระครูบามหาเถระ
ผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ ตกลงในโลกมนุษย์
จะทำให้แห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล
ภาพด้านล่างต่อไปนี้เป็นภาพการส่งสการของครูบามหาเถรของล้านนา
ในปัจจุบัน
ส่วนด้านล่างนี้เป็นภาพงานศพของชาวบ้านทั่วไป
ตุงสามหาง

ตุงสามหางเป็นตุงที่ใช้ในงานอวมังกะละ(มงคล)หรืองานศพ
ผู้คนล้านนามี
ความเชื่อเกี่ยวกับตุงสามหางด้วยว่าเป็นตุงที่ทำให้วิญญาณผู้ตายได้ไปสู่สวรรค์
เพราะเชื่อกันว่าตุงสามหางเหมือนดั่งธงในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เมื่อนำมา
ถือนำหน้าศพไปสู่ป่าช้าก็เหมือนดั่งนำเอาดวงวิญญาณผู้ตายไปสู่สวรรค์นั่นเอง
ตุงสามหางต้องทำด้วยผ้าสีขาวผ่องใส
ส่วนวิธีการทำมีข้อแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น
บางแห่งมีการตั้งขันครู ไหว้สาครูก่อนแล้วให้สะหล่า (ช่าง)
เป็นผู้ทำ
บางแห่งอาจให้ปู่อาจารย์วัด เป็นผู้ทำ เพราะเชื่อกันว่าตุงสามหางเป็นตุงอวมงคล
ผู้ทำต้องมีคาถาอาคม แก่กล้า หรือต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับช่างทำตุงโดยเฉพาะ
ผ้าที่ใช้ทำตุงสามหางคือผ้าขาว เมื่อได้ผ้าขาวมาแล้ว
บางตำราให้กะแบ่งเป็นสี่ส่วน
ตัดทำเป็นตัวตุงหนึ่งส่วน ตัวตุงสองส่วน และหางตุงอีกหนึ่งส่วน
รูปร่างลักษณะตุงสามหางให้ตัดแต่งคล้ายรูปลักษณะของคน
โดยส่วนบนตัดแต่งเป็นศีรษะ อาจแต่งเป็นแหลมหรือมนโค้งแล้วแต่สะหล่า
(ช่าง)จะทำกัน
ส่วนตัวตุงตัดแต่ง โค้งเว้าคล้ายแอว (เอว) คน
และส่วนล่างที่เป็นหางให้แบ่งออกเป็นสามส่วนตัดแบ่งออกเป็นสามหางให้สวยงาม
ก็จะได้ตุงสามหาง ส่วนการตกแต่งอาจนำผ้า ด้ายกระดาษ อะไรๆก็ได้
นำมาติดขลิบริมขอบให้สวยงาม
ส่วนข้างบนที่หัวตุงจะเขียนชื่อ วัน/เดือน/ปีเกิด
วันที่เสียชีวิตติดแปะไว้ให้ผู้คนได้อ่าน
เป็นข้อมูลให้ทราบว่าผู้ตายชื่ออะไร ชาตะ (เกิด) วันใดปีใด มตะ (ตาย)
วันใดปีใด อายุรวมกี่ปี
ผู้ที่ไปงานศพก็จะได้ทราบข้อมูลผู้ตายอย่างย่อได้การใช้ตุงสามหางจะให้คนแบก
นำหน้าขบวนศพไปสู่ป่าช้า พร้อมกับย่ามขาวที่เป็นถุงห่อข้าว
ตุงสามหาง หมายถึง ผู้ตายได้พ่ายแพ้ต่อสังขารแล้ว
ตุงสามหางบอกธรรม คือ อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา
ตุงสามหางบ่งบอกว่า ชีวิตนี้เรามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เป็นผู้นำทางชีวิต
ขอขอบพระคุณภาพบางภาพจากส่งสการดอดคอม
http://www.chiangmai-thailand.co.cc/