หน้าที่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
นครต้นแบบแห่งนครเชียงใหม่
และอาณาจักรล้านนา
เวียงกุมกามสร้างขึ้นโดยพญาเม็งราย อายุนานกว่า 700 ปี
เวียงกุมกามถูกทิ้งไว้รกร้าง
ภายใต้ซากปรักหักพังในบริเวณชุมชนและหมู่บ้านห่างจากถนนมหิดลราว
2 กิโลเมตรหรือประมาณ 4-5 กิโลเมตรจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่
ตามตำนานเล่าขานของล้านนา
พญาเม็งรายทรงสร้างเวียงกุมกามเพื่อเป็นศูนย์กลางของล้านนาราวพุทธศตวรรษที่
18
เวียงกุมกามมีความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ก่อนที่พญาเม็งรายจะทรงสร้างนครเชียงใหม่
เวียงกุมกามยังคงมีความสำคัญ และเป็นเมืองหน้าด่านต่อมา
อีกหลายร้อยปี จนกระทั่งยุคเสื่อมของล้านนา พม่าเข้ายึดครอง
เวียงกุมกามถูกน้ำท่วมใหญ่
จนถูกทิ้งให้เป็นเมืองร้างในเวลาต่อมา
และเงียบหายไปจากความทรงจำ จากหลักฐานการขุดค้นโดยกรมศิลปกร
ในอดีตเวียงกุมกามเป็นศูนย์กลางการค้าขายของชาวเมือง
และพ่อค้าจากต่างเมือง มีความ เจริญทางเศรษฐกิจ
โดยพบว่าในศิลาจารึกได้ระบุว่า มีเรือมาค้าขายเป็นจำนวนมาก
และมีเรือล่ม 2-3 วันเป็นประจำ จนพญาเม็งราย
เห็นสมควรให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง เพื่อให้การไปมา
และค้าขายทำได้อย่างสะดวกความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะได้รับอิทธพลจากศิลปะมอญและพม่า
ดังจะเห็นได้จากร่องรอยและรูปแบบของเจดีย์ ลายปูนปั้น
และพระพุทธรูปมีรูปแบบผสมผสานระหว่างล้านนาและพม่า
ในปัจจุบัน
เวียงกุมกาม
ได้แปรเปลี่ยนสภาพสู่โบราณสถานที่ทรงคุณค่า
จากการขุดค้น พบโบราณสถาน มากกว่า20 แห่ง
และยังมีโบราณสถานอีกหลายแห่งที่อยู่ระหว่างทำการขุดค้นและบูรณะเพิ่มเติม
วัดเจดีย์เหลี่ยม หรือเจดีย์กู่คำ
นับเป็นโบราณสถานที่ยังทรงความงดงาม
แม้จะตั้งตระหง่านมายาวนานกว่า 700 ปี และเป็นโบราณสถาน
แห่งแรกที่ควรค่าแก่การแวะชมและศักการะเป็นแห่งแรก
จากนั้นท่านสามารถเข้าชมโบราณต่าง ๆ โดยรอบอีกกว่า 20 แห่ง
ซึ่งสามารถขับรถ เข้าชมได้โดยรอบ
แต่แนะนำให้แวะชมโดยการปั่นจักรยานซึ่งจะให้อรรถรสในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
และเป็นการร่วมรักษ์สิ่งแวดล้อม บริเวณเวียงกุมกาม วัดช้างค้ำ
และวัดกานโถม
นับเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดตามหลักฐานประวัติศาสตร์
วัดช้างค้ำและวัดกานโถม ตั้งอยู่ตอนกลางของเวียงกุมกาม
วัดกานโถมสร้างโดยช่างกาน โถมตามประสงค์ของพญาเม็งรายเพื่อศักการะพระมหากัสสปะเถระ
วัดช้างค้ำยังเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจของชุมชนโดยรอบของเวียงกุมกาม
นอกจากวัดเจดีย์เหลี่ยมและวัดช้างค้ำแล้ว โบราณสถานอื่น ๆ
โดยรอบประกอบด้วย วัดพญาเม็งราย วัดพระเจ้าองค์ดำ วัดธาตุขาว
วัดอีก้าง วัดธาตุปู่เปี้ย กู่ป้าต้อม กู่ริดไม้ม กู่มะเกลือ
วัดกู่ไม้ซ้ง กู่ต้นโพธิ์ วัดหัวหนอง กู่อ้ายหลาน
และโบราณ-สถานแห่งอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการขุดค้น และบูรณะ
เวียงกุมกามเป็นเวียงที่พญามังรายสร้างขึ้น
ในบริเวณชุมชนโบราณสมัยหริภุญไชยตาม ประวัติก่อนหน้าการสร้าง
เวียงกุมกาม พญามังรายทรงยกทัพจากเมืองฝางมายึดครองเมืองหริภุญไชย
พระองค์ประทับที่หริภุญไชยอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งก็มอบให้อ้ายฟ้าครองหริภุญไชยส่วนพระองค์แสวงหาที่สร้างเวียงใหม่และทรงเลือกหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำปิง
"ปิงห่าง" มาสร้างเป็นเวียงกุมกาม มูลเหตุกำหนดเวียงกุมกาม
เวียงกุมกามกำหนดขึ้นเพราะพญามังรายทรงประสงค์จะสร้างเมืองหลวง
แห่งใหม่แทนที่เมืองหริภุญไชย หลังจากที่พญามังรายยึดครองเมืองหริภุญไชยสำเร็จในราว
พ.ศ. 1835 พระองค์ประทับที่ - หริภุญไชยเพียง 2 ปี
ก็แสดงความไม่พอใจจะใช้เมืองหริภุญไชยเป็นเมืองหลวงอีกต่อไป
แม้ว่าเมืองหริภุญไชยจะเป็นศูนย์กลางทางการเมือง
การค้า ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นเวลาช้านานความไม่พอใจในเมืองหริภุญไชย
คงเป็นเพราะข้อบกพร่องของตัวเวียง ที่สร้างมาประมาณ 500 ปี
เวียงมีขนาดเล็กและคับแคบ
ไม่สามารถขยายตัวเวียงได้เป็นไปได้ว่าคงเต็มไปด้วยวัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ
เพื่อความเหมาะสมกับรัฐที่อาณาเขตกว้างขวางขึ้น พญามังรายจึงหาสถานที่สร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่โดยให้เมืองหริภุญไชยมีฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางพุทธศาสนาขณะที่เมืองหลวงแห่งใหม่จะเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเมือง
ข้อสังเกตจากการเลือกสถานที่สร้างเมืองหลวง
"ทั้งกุมกามและเชียงใหม่ "พญา-มังราย
จะเลือกสร้างในเขตแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน
โดยไม่กลับไปสร้างเมืองหลวงในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำที่กกซึ่งอยู่ทางตอนบน
" ตามตำนานพญามังรายไม่เสด็จกลับไปประทับอีกเลย"
ทั้งนี้คงเพราะเขตแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน มีทำเลที่ตั้งเหมาะสมต่อการเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา
มากกว่าเขตที่ราบลุ่ม แม่น้ำกก
กล่าวคือเขตแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูนเป็นบริเวณ
ที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีที่ราบติดต่อกันไปเป็นผืนใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ
จะสามารถปลูกข้าวได้อย่างกว้างขวาง
และยังสามารถทำการค้ากับเมืองทางตอนใต้ได้อย่างสะดวก
นอกจากนั้นตำแหน่งที่ตั้งเมืองหลวงก็จะอยู่เหนือเมืองหริภุญไชยขึ้นมา"
ดังตำแหน่งของเมืองกุมกาม และเชียงใหม่ "ซึ่งสะท้อนความคิดของพญามังรายที่ไม่ขยายอำนาจลงทางใต้อีกต่อไป
และทรงพอใจในเขตแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน โดยเฉพาะ
ตรงบริเวณเหนือเมืองหริภุญไชย
เนื่องจากที่ตั้งของเวียงมีความสำคัญมาก
จะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
ที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของสังคมเมืองขนาดใหญ่
โดยเฉพาะที่ตั้เวียงที่มีฐานะเป็นเมืองหลวงย่อมจะต้องคำนึงถึงความ
เหมาะสม
การเลือกที่ตั้งเวียงกุมกามก็คงมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว
ขณะที่ราชวงค์ลาวนั้นนิยมตั้งบ้านแปลงเมือง
"อยู่จิ่มดอย" นอกจากวัฒนธรรมในการตั้งเมืองแล้ว ล้านนาใน
ขณะที่มีเวียงกุมกามเป็นเมืองหลวงยังรับเอาวัฒนธรรมจากหริภุญไชยในอีกหลายด้าน
เป็นต้นว่าตัว อักษรธรรมล้านนาหรือที่เรียกว่า ตั๋วเมือง
นั้นได้ดัดแปลงมาจากอักษรมอญหริภุญไชย หรือด้านศิลปวัฒนธรรม
วัดกู่คำ หรือ วัดเจดีย์เหลี่ยม
ที่เวียงกุมกามก็สร้างตามแบบวัดกู่กุดของหริภุญไชย เป็นต้น
จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งนั้น ศิลปวัฒนาธรรมแบบล้านนาจึงค่อย
ๆก่อรูปขึ้น ด้วยการ หล่อหลอมศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย
จนเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของล้านนา พญามังรายประทับอยู่ที่เวียงกุมกามได้เพียง
๕ ปี ปรากฏว่าในฤดูฝนเกิดน้ำท่วมเมือง
อีกทำให้ประชาชนเดือดร้อนไม่เหมาะจะเป็นเมืองหลวงถาวรได้จึงทรงแสวงหาสถานที่ที่มีชัยภูมิอันเหมาะแก่การตั้งเมืองใหม่เพื่อจะให้เป็นศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักร
ล้านนาที่มั่นคงถาวร
ปัจจุบันตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านในตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี
จังหวัดเชียงใหม่ โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 5
กิโลเมตร
สภาพปัจจุบันของเวียงกุมกาม
ถูกทำลายลงไปมากจากรายงานของหน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี
กรมศิลปากรได้สำรวจไว้ ปรากฏพบร่องรอยแนวกำแพงเมือง
ซากโบราณสถานและเศษเครื่องปั้นดิน เผามากมายดังนั้นจึงได้บูรณะ
ใน ส่วนที่เป็นซากโบราณสถานขึ้น เช่น
วิหารวัดกานโถมซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลาง ประวัติความเป็นมา
อำเภอสารภี เดิมชื่อ "อำเภอยางเนิ้ง" จัดตั้งเป็นอำเภอเมื่อ
ร.ศ.109 ตรงกับ พ.ศ.2434 ที่ตำบลยาง เนิ้ง
เหตุที่อำเภอนี้มีชื่อดังนี้ เพราะตั้งอยู่ที่ อำเภอยางเนิ้ง
คำว่า "ยาง" หมายความว่าต้นยาง คำว่า"เนิ้ง" เป็นภาษาพื้นเมือง
หมายความว่า "โน้มเอน" ทั้งนี้เพราะแต่เดิม เป็นป่ายาง
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2470 ท้าวพยาขุน
และประชาชนส่วนมากได้เสนอแนะต่อนายอำเภอว่า ชื่ออำเภอยางเนิ้งไม่ไพเราะ
ควรเปลี่ยนชื่ออำเภอใหม่เป็น "อำเภอสารภี"
ซึ่งเป็นชื่อของตำบลหนึ่งในอำเภอนี้ คำว่า "สารภี"
เป็นชื่อไม้ยืนต้นซึ่งมีอายุยืนนานมาก อยู่ที่วัดสารภี
ตำบลสารภีและที่อื่นๆเป็นจำนวนมากในสมัยนั้น
โดยทั่วไปเมื่อฤดูกาลออกดอกจะ มีสีสรรค์งดงาม กลีบสีเหลืองอ่อน
เกษรสีเหลืองเข้ม ส่งกลิ่นหอมอบอวล ชาวบ้านนิยมเก็บไว้ปรุงยา
และนำเกษรมาตากแห้งผสมน้ำดำ
หัว ในประเพณีสงกรานต์ สำหรับบริเวณที่ตั้งอำเภอในปัจจุบันนี้
เดิมเป็นที่ตั้งของวัดร้าง ชื่อวัดเชียงยืน มีกำแพงล้อมรอบ
เรียกกันว่า"เวียงหมาก" สันนิษฐานว่า
เป็นเวียงชั้นนอกของเวียงกุมกาม ( วัดช้างค้ำ หมู่ที่ 11
ตำบลท่าวังตาล ปัจจุบัน )