เทวประติมากรรม สกุลช่างหริภุญชัย
ประติมากรรมพระพุทธรูปของล้านนาหรือที่รู้จักกันทั่วไปคือ
พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนนั้นเป็นที่ทราบกันว่ามีลักษณะเฉพาะและงดงามมาก
ส่วนประติมากรรมเทวดาแห่งล้านนา
ที่นับว่างดงามสูงส่งและถือว่าเป็นศิลปะชั้นเยี่ยม ก็คือ
เทวดาปูนปั้นแห่งวัดโพธารามมหาวิหาร
(วัดเจ็ดยอด-เชียงใหม่)
ประติมากรรมปูนปั้นเทวดาเหล่านี้เพียงอย่างเดียว
สามารถสร้างเกียรติประวัติอันสุดยอดแก่ศิลปะล้านนาได้
ใน
entry
นี้จะกล่าวถึงประติมากรรมเทวดา-กินนร ที่พบตามอารามต่าง
ๆ และในพิพิธภัณฑ์ โดยจะเริ่มตั้งแต่สกุลช่างหริภุญชัยก่อน

เจดีย์มหาพล
ประติมากรรมที่วัดกู่กุด (วัดจามเทวี)
วัดกู่กุด เป็นวัดเดียวที่มีลวดลายปูนปั้นศิลปะหริภุญชัยเหลืออยู่มากที่สุด
กู่ หมายถึง เจดีย์ กุด คือ ด้วน ซึ่งหักชำรุดภายหลัง
วัดกู่กุดอยู่ที่จังหวัดลำพูน
เป็นวัดที่กล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยจามเทวี
เข้าใจว่าเป็นวัดที่สร้างในที่ซึ่งเคยเป็นพระราชวังแห่งหนึ่งของพระนางจามเทวี
โบราณสถานที่เหลืออยู่คือ เจดีย์ ๒ องค์ คือ
สุวรรณจังโกฏเจดีย์ และเจดีย์มหาพล
นับเป็นศิลปะสกุลช่างหริภุญไชย
ซึ่งร่วมสมัยกับทวาราวดีตอนปลาย สุวรรณจังโกฏเจดีย์คือ
เจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี
มีลักษณะเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐไม่สอด้วยปูนแต่สอด้วยยางไม้
เรือนธาตุมีซุ้มจระนำแปดซุ้ม
ภายในประดับด้วยพระพุทธรูปปางประทานอภัย
ชั้นบังถลาชั้นบนสุดมีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ




เจดีย์มหาพล เป็นเจดีย์ทรวงกรวยสี่เหลี่ยม
จึงเรียกกันโดยทั่วไปว่าเจดีย์เหลี่ยมและเป็นเจดีย์ยอดกุดดังกล่าวแล้ว
ฐานเขียงของเจดีย์รวมทั้งเรือนธาตุมีลักษณะสี่เหลี่ยม
เรือนธาตุซ้อนเรียงกัน ๕ ชั้น
สอบเล็กลงตามลำดับพร้อมกับมีเจดีย์ทิศที่มุมทั้งสี่
และแต่ละชั้นจะมีซุ้มจระนำด้านละ ๓ ซุ้ม
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางประธานอภัยปูนปั้น รวม ๖๐
องค์
เจดีย์องค์นี้ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพญาอาทิตตราช
เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะต่อกองทัพละโว้
เจดีย์องค์นี้มีความสับสนในการเรียกชื่อ บางท่านเรียกว่า
สุวรรณจังโกฏเจดีย์ ซึ่งที่จริงแล้ว สุวรรณจังโกฏ คือ
เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมที่อยู่วัดเดียวกันนี้
ซุ้มจระนำของเจดีย์องค์นี้ประกอบด้วยเสาอิงสี่เหลี่ยม ๒
ต้น มีบัวหัวเสากลีบซ้อน ๓
ชั้นส่วนบนของซุ้มเป็นซุ้มโค้งสองหยัก
แบบเดียวกับซุ้มโค้งสมัยทวาราวดีตอนปลาย
ด้านในของขอบซุ้มปั้นปูนเป็นขอบนูนจับเหลี่ยมคมเป็นแถว
ภายในประดับด้วยเม็ดกลมนูนลักษณะก้นหอยเป็นแนว
ตรงบริเวณรอยบรรจบของหยักและส่วนล่างสุดของขอบหยักประดับด้วยปูนปั้นดอกไม้
คล้ายดอกพุดตานและดอกจันทน์ตำแหน่งละดอก
บางซุ้มมีใบประกอบด้วย
สำหรับซุ้มแถวล่างจะมีรูปปั้นเทวดาขนาดเล็ก
เสมือนโผล่ออกมาจากหัวเสาเกือบครึ่งองค์และเอี้ยวตัวออกไปข้าง
ๆ ส่วนซุ้มแถวที่ ๒ ตรงตำแหน่งเดียวกันนี้
จะใช้ปูนปั้นหัวมกร กำลังเผยอปากแทน
รูปแบบของคางมกรและการจัดองค์ประกอบเหมือนกับสกุลช่างทวาราวดี
มกรเหล่านี้คายช่อพันธ์พฤกษาย้อยลงมาข้างหัวเสา
ถัดจากตำแหน่งนี้ขึ้นไปทั้งซุ้มแถวล่างและแถวถัดสูงขึ้นไป
จะประดับด้วยเทวดาปูนปั้นโผล่ออกมาในลักษณะเอี้ยวตัวดังกล่าวข้างละ
๒-๓ องค์ บางองค์โผล่ออกมามากกว่า
บางองค์ปรากฏให้เห็นส่วนขาจนถึงพระชงฆ์ด้วย





ส่วนยอดสุดของซุ้มหรือจุดกลางสูงสุดของซุ้มนั้น
ไม่สามารถบอกได้ว่ามีเทวดาหรือไม่ เพราะชำรุดหมด
แต่น่าจะไม่มี นอกจากนี้
การโผล่ออกมาของเทวดาในบางซุ้มนั้น
ให้ลักษณะเหมือนโผล่ออกมากับกลีบใบไม้ปลายแหลม
(ฝักเพกา)รอบเศียรเทวดาประจำซุ้มแถวล่างมีเรือนแก้วล้อมอยู่
รอบ ๆ
องค์เทวดาจะแซมด้วยปูนปั้นลายผักกูดรูปแบบทวาราวดี
โดยภาพรวมกล่าวได้ว่า ปูนปั้นซุ้มจระนำของเจดีย์มหาพลนี้
มีรูปแบบประกอบด้วยฝักเพกา (ใบระกา)
ภายในบรรจุเทวดาแซมด้วยกระหนกผักกูดเป็นองค์ประกอบ
ส่วนซุ้มแถวล่างมีหัวมกรอยู่บริเวณเหนือเสา
ลักษณะของเทวดาแม้ว่าจะชำรุดและเลือนไปมากพอควรตามเวลา
แต่เรายังสามารถเห็นเค้าโครงของรูปแบบศิลปะหริภุญไชยอย่างดี
กล่าวคือ พระพักตร์มีลักษณะเหลี่ยมมน
พระขนงเป็นสันนูนโค้งเชื่อมต่อกันทั้งสองข้างเป็นรูปปีกกา
พระเนตรโปน มีรอยบุ๋มเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง พระนาสิกบาน
พระโอษฐ์ใหญ่หนาและมีเส้นกรอบริมพระโอษฐ์
บางองค์เหมือนกับมีพระมัสสุด้วย
ใบพระกรรณนั้นเห็นได้ไม่ชัด
แต่บางองค์ดูเหมือนมีขนาดใหญ่ พระศอมีเส้นโค้งขีด ๓
เส้น ห่างกันพอควร
ซึ่งคล้ายกับเทวดาปูนปั้นและดินเผาในพิพิธภัณฑ์ฯ ลำพูน
และเชียงใหม่
จากประติมากรรมเทวดาองค์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์บริเวณพระเศียร
ทำให้สามารถเชื่อได้ว่าเทวดาเหล่านี้น่าจะมีมงกุฎสวมอยู่
บางองค์พบกระบังหน้าของมงกุฎ มีลักษณะลวดลายคล้ายใบไม้
ซึ่งอาจจะคล้ายกับเทวดาดินเผาที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ ลำพูน
เช่นกัน
เนื่องจากความเลือนของประติมากรรม
ทำให้บอกอารมณ์ที่แสดงออกของพระพักตร์เทวดาได้ยาก
แต่ละองค์มีล้กษณะและกริยาต่าง ๆ หลากกันไป
จึงให้อารมณ์อารมณ์ต่าง ๆ กันไปได้
ในภาพรวมแล้วนับว่าให้อารมณ์ของความสงบนิ่งอยู่ไม่น้อย
พระอุระของเทวดานั้นค่อนข้างนูนคล้ายพระถันของเทวสตรี
แต่ที่จริงแล้วน่าจะเป็นเทวดามากกว่า
เทวดาดินเผาในพิพิธภัณฑ์หริภุญไชยก็มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้
นอกจากนี้
บริเวณพระอุระนั้นมีเส้นเป็นรอยขีดขดเป็นวงเวียนรอบอยู่ทั้ง
๒ ข้าง คล้ายกับประติมากรรมดินเผาในพิพิธภัณฑ์ฯ ลำพูน
ดังกล่าวแล้ว
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของขนหน้าอก
แสดงว่าเป็นเพศชาย เทวดาบางองค์มีกรองพระศอปรากฏอยู่
สำหรับประติมากรรมเทวดา
ที่อยู่บริเวณเหนือหัวเสาของซุ้มจระนำแถวล่างนั้น
โผล่องค์ออกมาน้อยกว่าที่อยู่ตำแหน่งอื่น
การวางพระกรและพระหัตถ์แม้ว่าจะชำรุด
แต่เค้าโครงที่เหลืออยู่ทำให้คาดคะเนว่า
อาจจะอยู่ในท่าประนมหัตถ์ก็เป็นได้
ส่วนประติมากรรมอีกหลายองค์ที่อยู่บริเวณอื่น
ยังมีส่วนของพระกรและเพลาปรากฏอยู่
ในลักษณะการเยื้องย่างแบบย่อพระองค์เหมือนการฟ้อนรำหรือการเหาะ
บางองค์พบว่าพระหัตถ์ข้างหนึ่งเหมือนกับถือช่อดอกไม้ชูเหนือพระเศียร
บางองค์พบพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทอดลงต่ำเห็นฝ่าพระหัตถ์
ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่
กล่าวโดยสรุปประติมากรรมเทวดาเหล่านี้ให้ลักษณะของสกุลช่างหริภุญไชยอย่างชัดเจน
ซึ่งมีลักษณะเหมือนหรือเกี่ยวเนื่องกับสกุลช่างทวาราวดีนั่นเอง




ประติมากรรมเทวดาประดับซุ้มจระนำเหล่านี้ บอสเซอริเยร์กล่าวว่าเป็น
ตัวประหลาด
ดังจะยกข้อความมาดังนี้ ....heads
of curiously joval, almost comical, monters
แต่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเทวดามากกว่า
เพราะมีเรือนแก้ว มกุฎ และกรองศอ
ตามแบอย่างของศิลปะไทยทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมนั้น
จะทำเรือนแก้วไว้เฉพาะพระพุทธเจ้า, เทวดา, กษัตริย์ และกินร-กินนรี
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัศมีแสดงอิทธิฤทธิ์บุญบารมี
ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าแล้ว
โดยทั่วไปเรือนแก้วจะทำไว้กับเทวดา
เนื่องจากปูนปั้นเหล่านี้
ส่วนใหญ่ชำรุดเลือนรางและมีเชื้อราจับอยู่นาน
ทำให้ดูรายละเอียดได้ยากต่อเมื่อได้รับการอนุรักษ์จึงทำให้เห็นรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น
เจดีย์องค์นี้ได้รับการบูรณะหลายครั้ง เช่นเมื่อปี พ.ศ.
๑๗๖๐ พญาสวาวสิทธิทรงปฏิสังขรณ์ที่ชำรุด
เพราะเกิดแผ่นดินไหว
แต่ร่องรอยเท่าที่หลงเหลืออยู่
โดยเฉพาะปูนปั้นของซุ้มจระนำน่าจะเป็นของดั้งเดิม
หรือได้รับการซ่อมแซมเพิ่มเติม
ด้วยปรากฏลักษณะของศิลปะสกุลช่างหริภุญไชย (ทวาราวดี)
ปรากฏอยู่
การใช้ประติมากรรมเทวดาที่ซุ้มเจดีย์มหาพลนั้น
มีลักษณะต่างจากที่วัดมหาโพธาราม
ซึ่งใช้ประติมากรรมเทวดาเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญ
แต่ที่เจดีย์มหาพลนั้นเทวดาเป็นองค์ประกอบร่วมกับลวดลายปูนปั้นทั้งหมด
ซึ่งก่อให้เกิดความงามได้ดีเช่นกัน...
ทั้งนี้ไม่พบประติมากรรมกินนรแห่งสกุลช่างหริภุญไชยนี้เลย...
*****************************
ข้อมูลอ้างอิง
:
เฉลียว ปิยะชน ประติมากรรมเทวดาและกินร
แห่งล้านนา หจก.สยามรัตน พริ้นติ้ง เชียงใหม่ ๒๕๔๐ หน้า
๓๓-๓๗