Museum of Discovery Thailandwww.Stats.in.th
The internet information, such as collecting, buying & selling about Buddha image and antiques especially Tel +086 670 8877
   
 
   
 

เทวประติมากรรม สกุลช่างหริภุญชัย

 

ประติมากรรมพระพุทธรูปของล้านนาหรือที่รู้จักกันทั่วไปคือ  พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนนั้นเป็นที่ทราบกันว่ามีลักษณะเฉพาะและงดงามมาก  ส่วนประติมากรรมเทวดาแห่งล้านนา ที่นับว่างดงามสูงส่งและถือว่าเป็นศิลปะชั้นเยี่ยม ก็คือ เทวดาปูนปั้นแห่งวัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด-เชียงใหม่)

         ประติมากรรมปูนปั้นเทวดาเหล่านี้เพียงอย่างเดียว  สามารถสร้างเกียรติประวัติอันสุดยอดแก่ศิลปะล้านนาได้  ใน entry นี้จะกล่าวถึงประติมากรรมเทวดา-กินนร ที่พบตามอารามต่าง ๆ และในพิพิธภัณฑ์ โดยจะเริ่มตั้งแต่สกุลช่างหริภุญชัยก่อน


เจดีย์มหาพล


 

         ประติมากรรมที่วัดกู่กุด (วัดจามเทวี)  วัดกู่กุด เป็นวัดเดียวที่มีลวดลายปูนปั้นศิลปะหริภุญชัยเหลืออยู่มากที่สุด กู่ หมายถึง เจดีย์ กุด คือ ด้วน ซึ่งหักชำรุดภายหลัง  วัดกู่กุดอยู่ที่จังหวัดลำพูน เป็นวัดที่กล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยจามเทวี  เข้าใจว่าเป็นวัดที่สร้างในที่ซึ่งเคยเป็นพระราชวังแห่งหนึ่งของพระนางจามเทวี 

 

         โบราณสถานที่เหลืออยู่คือ เจดีย์ ๒ องค์ คือ สุวรรณจังโกฏเจดีย์ และเจดีย์มหาพล นับเป็นศิลปะสกุลช่างหริภุญไชย ซึ่งร่วมสมัยกับทวาราวดีตอนปลาย  สุวรรณจังโกฏเจดีย์คือ เจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี   

 

         มีลักษณะเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐไม่สอด้วยปูนแต่สอด้วยยางไม้ เรือนธาตุมีซุ้มจระนำแปดซุ้ม  ภายในประดับด้วยพระพุทธรูปปางประทานอภัย ชั้นบังถลาชั้นบนสุดมีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ

 














 

         เจดีย์มหาพล เป็นเจดีย์ทรวงกรวยสี่เหลี่ยม  จึงเรียกกันโดยทั่วไปว่าเจดีย์เหลี่ยมและเป็นเจดีย์ยอดกุดดังกล่าวแล้ว  ฐานเขียงของเจดีย์รวมทั้งเรือนธาตุมีลักษณะสี่เหลี่ยม เรือนธาตุซ้อนเรียงกัน ๕ ชั้น สอบเล็กลงตามลำดับพร้อมกับมีเจดีย์ทิศที่มุมทั้งสี่ และแต่ละชั้นจะมีซุ้มจระนำด้านละ ๓ ซุ้ม  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางประธานอภัยปูนปั้น รวม ๖๐ องค์ 

 

         เจดีย์องค์นี้ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพญาอาทิตตราช  เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะต่อกองทัพละโว้  เจดีย์องค์นี้มีความสับสนในการเรียกชื่อ บางท่านเรียกว่า สุวรรณจังโกฏเจดีย์ ซึ่งที่จริงแล้ว สุวรรณจังโกฏ คือ เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมที่อยู่วัดเดียวกันนี้ 

 

         ซุ้มจระนำของเจดีย์องค์นี้ประกอบด้วยเสาอิงสี่เหลี่ยม ๒ ต้น  มีบัวหัวเสากลีบซ้อน ๓ ชั้นส่วนบนของซุ้มเป็นซุ้มโค้งสองหยัก แบบเดียวกับซุ้มโค้งสมัยทวาราวดีตอนปลาย  ด้านในของขอบซุ้มปั้นปูนเป็นขอบนูนจับเหลี่ยมคมเป็นแถว 

 

         ภายในประดับด้วยเม็ดกลมนูนลักษณะก้นหอยเป็นแนว  ตรงบริเวณรอยบรรจบของหยักและส่วนล่างสุดของขอบหยักประดับด้วยปูนปั้นดอกไม้ คล้ายดอกพุดตานและดอกจันทน์ตำแหน่งละดอก บางซุ้มมีใบประกอบด้วย

 

         สำหรับซุ้มแถวล่างจะมีรูปปั้นเทวดาขนาดเล็ก  เสมือนโผล่ออกมาจากหัวเสาเกือบครึ่งองค์และเอี้ยวตัวออกไปข้าง ๆ ส่วนซุ้มแถวที่ ๒ ตรงตำแหน่งเดียวกันนี้ จะใช้ปูนปั้นหัวมกร กำลังเผยอปากแทน รูปแบบของคางมกรและการจัดองค์ประกอบเหมือนกับสกุลช่างทวาราวดี 

 

         มกรเหล่านี้คายช่อพันธ์พฤกษาย้อยลงมาข้างหัวเสา  ถัดจากตำแหน่งนี้ขึ้นไปทั้งซุ้มแถวล่างและแถวถัดสูงขึ้นไป จะประดับด้วยเทวดาปูนปั้นโผล่ออกมาในลักษณะเอี้ยวตัวดังกล่าวข้างละ ๒-๓ องค์  บางองค์โผล่ออกมามากกว่า  บางองค์ปรากฏให้เห็นส่วนขาจนถึงพระชงฆ์ด้วย

 

 
















 

         ส่วนยอดสุดของซุ้มหรือจุดกลางสูงสุดของซุ้มนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่ามีเทวดาหรือไม่ เพราะชำรุดหมด แต่น่าจะไม่มี นอกจากนี้ การโผล่ออกมาของเทวดาในบางซุ้มนั้น ให้ลักษณะเหมือนโผล่ออกมากับกลีบใบไม้ปลายแหลม (ฝักเพกา)รอบเศียรเทวดาประจำซุ้มแถวล่างมีเรือนแก้วล้อมอยู่

         รอบ ๆ องค์เทวดาจะแซมด้วยปูนปั้นลายผักกูดรูปแบบทวาราวดี  โดยภาพรวมกล่าวได้ว่า ปูนปั้นซุ้มจระนำของเจดีย์มหาพลนี้ มีรูปแบบประกอบด้วยฝักเพกา (ใบระกา) ภายในบรรจุเทวดาแซมด้วยกระหนกผักกูดเป็นองค์ประกอบ  ส่วนซุ้มแถวล่างมีหัวมกรอยู่บริเวณเหนือเสา

         ลักษณะของเทวดาแม้ว่าจะชำรุดและเลือนไปมากพอควรตามเวลา  แต่เรายังสามารถเห็นเค้าโครงของรูปแบบศิลปะหริภุญไชยอย่างดี  กล่าวคือ พระพักตร์มีลักษณะเหลี่ยมมน พระขนงเป็นสันนูนโค้งเชื่อมต่อกันทั้งสองข้างเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปน มีรอยบุ๋มเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง พระนาสิกบาน พระโอษฐ์ใหญ่หนาและมีเส้นกรอบริมพระโอษฐ์

         บางองค์เหมือนกับมีพระมัสสุด้วย ใบพระกรรณนั้นเห็นได้ไม่ชัด แต่บางองค์ดูเหมือนมีขนาดใหญ่  พระศอมีเส้นโค้งขีด ๓ เส้น ห่างกันพอควร  ซึ่งคล้ายกับเทวดาปูนปั้นและดินเผาในพิพิธภัณฑ์ฯ ลำพูน และเชียงใหม่
 

 

         จากประติมากรรมเทวดาองค์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์บริเวณพระเศียร  ทำให้สามารถเชื่อได้ว่าเทวดาเหล่านี้น่าจะมีมงกุฎสวมอยู่  บางองค์พบกระบังหน้าของมงกุฎ มีลักษณะลวดลายคล้ายใบไม้ ซึ่งอาจจะคล้ายกับเทวดาดินเผาที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ ลำพูน เช่นกัน 

 

         เนื่องจากความเลือนของประติมากรรม ทำให้บอกอารมณ์ที่แสดงออกของพระพักตร์เทวดาได้ยาก แต่ละองค์มีล้กษณะและกริยาต่าง ๆ หลากกันไป  จึงให้อารมณ์อารมณ์ต่าง ๆ กันไปได้ ในภาพรวมแล้วนับว่าให้อารมณ์ของความสงบนิ่งอยู่ไม่น้อย 

 

         พระอุระของเทวดานั้นค่อนข้างนูนคล้ายพระถันของเทวสตรี  แต่ที่จริงแล้วน่าจะเป็นเทวดามากกว่า  เทวดาดินเผาในพิพิธภัณฑ์หริภุญไชยก็มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้  นอกจากนี้ บริเวณพระอุระนั้นมีเส้นเป็นรอยขีดขดเป็นวงเวียนรอบอยู่ทั้ง ๒ ข้าง  คล้ายกับประติมากรรมดินเผาในพิพิธภัณฑ์ฯ ลำพูน ดังกล่าวแล้ว 

 

         ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของขนหน้าอก แสดงว่าเป็นเพศชาย เทวดาบางองค์มีกรองพระศอปรากฏอยู่  สำหรับประติมากรรมเทวดา ที่อยู่บริเวณเหนือหัวเสาของซุ้มจระนำแถวล่างนั้น  โผล่องค์ออกมาน้อยกว่าที่อยู่ตำแหน่งอื่น

 

         การวางพระกรและพระหัตถ์แม้ว่าจะชำรุด  แต่เค้าโครงที่เหลืออยู่ทำให้คาดคะเนว่า อาจจะอยู่ในท่าประนมหัตถ์ก็เป็นได้  ส่วนประติมากรรมอีกหลายองค์ที่อยู่บริเวณอื่น  ยังมีส่วนของพระกรและเพลาปรากฏอยู่  ในลักษณะการเยื้องย่างแบบย่อพระองค์เหมือนการฟ้อนรำหรือการเหาะ 

 

         บางองค์พบว่าพระหัตถ์ข้างหนึ่งเหมือนกับถือช่อดอกไม้ชูเหนือพระเศียร  บางองค์พบพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทอดลงต่ำเห็นฝ่าพระหัตถ์  ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่  กล่าวโดยสรุปประติมากรรมเทวดาเหล่านี้ให้ลักษณะของสกุลช่างหริภุญไชยอย่างชัดเจน  ซึ่งมีลักษณะเหมือนหรือเกี่ยวเนื่องกับสกุลช่างทวาราวดีนั่นเอง

 














 

         ประติมากรรมเทวดาประดับซุ้มจระนำเหล่านี้  บอสเซอริเยร์กล่าวว่าเป็น “ตัวประหลาด” ดังจะยกข้อความมาดังนี้ “....heads of curiously joval, almost comical, monters…”  แต่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเทวดามากกว่า  เพราะมีเรือนแก้ว มกุฎ และกรองศอ

 

         ตามแบอย่างของศิลปะไทยทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมนั้น  จะทำเรือนแก้วไว้เฉพาะพระพุทธเจ้า, เทวดา, กษัตริย์ และกินร-กินนรี  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัศมีแสดงอิทธิฤทธิ์บุญบารมี  ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าแล้ว  โดยทั่วไปเรือนแก้วจะทำไว้กับเทวดา 

 

         เนื่องจากปูนปั้นเหล่านี้ ส่วนใหญ่ชำรุดเลือนรางและมีเชื้อราจับอยู่นาน ทำให้ดูรายละเอียดได้ยากต่อเมื่อได้รับการอนุรักษ์จึงทำให้เห็นรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น  เจดีย์องค์นี้ได้รับการบูรณะหลายครั้ง เช่นเมื่อปี พ.ศ. ๑๗๖๐ พญาสวาวสิทธิทรงปฏิสังขรณ์ที่ชำรุด เพราะเกิดแผ่นดินไหว 

 

         แต่ร่องรอยเท่าที่หลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะปูนปั้นของซุ้มจระนำน่าจะเป็นของดั้งเดิม  หรือได้รับการซ่อมแซมเพิ่มเติม  ด้วยปรากฏลักษณะของศิลปะสกุลช่างหริภุญไชย (ทวาราวดี) ปรากฏอยู่ 

 

         การใช้ประติมากรรมเทวดาที่ซุ้มเจดีย์มหาพลนั้น  มีลักษณะต่างจากที่วัดมหาโพธาราม ซึ่งใช้ประติมากรรมเทวดาเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญ  แต่ที่เจดีย์มหาพลนั้นเทวดาเป็นองค์ประกอบร่วมกับลวดลายปูนปั้นทั้งหมด ซึ่งก่อให้เกิดความงามได้ดีเช่นกัน... 

 

ทั้งนี้ไม่พบประติมากรรมกินนรแห่งสกุลช่างหริภุญไชยนี้เลย... 
 

 

***************************** 

 

ข้อมูลอ้างอิง : เฉลียว  ปิยะชน ประติมากรรมเทวดาและกินร แห่งล้านนา หจก.สยามรัตน พริ้นติ้ง เชียงใหม่ ๒๕๔๐ หน้า ๓๓-๓๗

 
 
   
 

CopyRight   Museumof Discovery thailand collection of Buddha image from southeast Asia  All right reserved.