
พระพุทธรูป
สมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษ
ที่ ๒๔ - ปัจจุบัน)
กรุงรัตนโกสินทร์ได้สถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕
จนถึงปัจจุบัน มีพระมหากษัตริย์ปกครอง ๙ พระองค์
ในสมัยรัชกาลต้นๆ รัชกาลที่ ๑ และ รัชกาลที่ ๒
พระองค์ท่านได้ทรงรวบรวมพระพุทธรูปสมัยต่างๆเข้ามาไว้ใน
พระนคร เนื่องจากพระพุทธรูปมีขนาดต่างกัน
ช่างจึงได้เอาปูนมาหุ้มแล้วลงรัก ปิดทอง
เมื่อไม่นานมานี้ปูนได้เกิดกะเทาะออกทำให้เห็นว่าพระพุทธรูปจริงนั้น
ทำด้วยทองสำริด ได้ทำการลงรักปิดทองใหม่
ยังได้อัญเชิญพระประธานขนาด
ใหญ่ของสมัยสุโขทัยอยุธยาหลายองค์ เช่น
พระศรีศากยมุนี รวมทั้งพระพุทธรูป
ที่มีอิทธิพลต่อการสร้างพระพุทธรูปอย่างพระแก้วมรกต
ในสมัยรัชกาลที่
๓เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง
ได้ทรงสร้าง พระพุทธรูปจำนวนมากเช่น
พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ พระเสรฐตมมุนี พระพุทธไตร
รัตนายก(หลวงพ่อโต) พระพุทธไสยาสน์
วัดพระเชตุพนฯ เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุด
ในกรุงเทพฯ
เป็นพระนอนที่มีความงดงามโดยเฉพาะที่ฝ่าพระบาท
ทำเป็นลายประดับ มุกภาพมงคลร้อยแปด
และพระองค์ยังทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปางห้ามสมุทรถือเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธรูปทรงเครื่องในสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น
ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยา
ตอนปลาย เป็นพุทธลักษณะทรงเครื่องใหญ่เต็มยศ
ประดับกระจกหรือเนาวรัตน์ทั้งองค์
ส่วนมากนิยมทำปางห้ามสมุทร
พระพักตร์ดูเรียบเฉยเหมือนหน้าหุ่นตัวพระของโขน
ยังมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ประทับอยู่บนฐานที่ลดหลั่นกันหลายชั้น
ลวดลายละเอียด งดงาม
มีผ้าทิพย์ประกอบดูรับกับองค์พระทรงเครื่องทั้งยังมีฉัตรประกอบทุกองค์
แม้แต่พระสาวกส่วนบัวที่อยู่ชั้นในสุดมีการทำลวดลายอย่างละเอียด
เชื่อว่าได้แรง
บันดาลจากพระแก้วมรกตในเครื่องทรงชุดประจำฤดูร้อน
ยังมีปรากฏพระพุทธรูป แบบจีวรดอก คือ
ลวดลายดอกดวงที่จีวร
เชื่อว่าได้รับอิธิพลมาจากพระแก้วมรกต
ในเครื่องทรงชุดประจำฤดูฝน
ขอย้อนกล่าวถึงในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
(โดยเฉพาะในรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒)
มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่ไม่มากนัก
เพราะถือเป็น สมัยแห่งการสร้างบ้านแปงเมือง
มีการสร้างพระราชวังและวัดวาอาราม
ส่วนพระพุทธรูป นั้น โปรดเกล้าฯ
ให้ไปชะลอมาจากราชธานีเก่า
โดยเฉพาะจากกรุงสุโขทัย
และพระราชทานไปตามวัดต่างๆ
พระพุทธรูปที่มีการสร้างขึ้น
ใหม่ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน
ลักษณะที่สำคัญซึ่งสืบทอดมาจากพระพุทธรูป
สมัยอยุธยาคือ
พระพักตร์สี่เหลี่ยมเคร่งขรึม
ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว สังฆาฏิ
เป็นแผ่นใหญ่ ตัวอย่างเช่น พระประธาน
ในพระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ราชวรมหาวิหาร
ในรัชกาลที่ ๓
ได้มีพระพุทธรูปแบบใหม่เกิดขึ้น
พระพุทธรูปดังกล่าวมีลักษณะ
พระพักตร์คล้ายกับหุ่นละคร
รวมทั้งพระราชนิยมในการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่
พระพุทธรูปที่สำคัญ ได้แก่ พระพุทธยอดฟ้า-จุฬาโลก
และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ที่ประดิษฐานภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน-ศาสดาราม
ในรัชกาลที่ ๔
นิยมสร้างพระพุทธรูปให้เหมือนจริงมากขึ้น
โดยพระพุทธรูปไม่มีพระ-เกตุมาลา
และการครองจีวรมีริ้วแบบสมจริง
แต่ในรัชกาลที่ ๕
ได้ย้อนกลับไปสร้างพระพุทธรูปแบบมีพระเกตุมาลาตามเดิม
จนเข้าสู่ สมัยแห่งงานศิลปกรรมร่วมสมัย
จึงได้นำรูป- แบบพระพุทธรูปที่เคยมีมาก่อน
มาสร้างใหม่
หรือปรับเปลี่ยนบางอย่างที่เป็นความนิยมสมัยใหม่เพิ่มเข้าไป
รูปแบบที่มีการนำกลับมาสร้างเป็นอย่างมาก
ได้แก่ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย เช่น
พระพุทธรูปลีลา ซึ่งเป็นพระ-ประธานที่พุทธมณฑล
มีชื่อว่า พระศรีศากยะ-ทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์
ซึ่ง ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี
นาม เดิมคือ คอราโด เฟโรจี (Corado Feroci)