นายธนเษก อัศวานุวัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา
เปิดเผยว่า
ตนได้มองถึงศักยภาพของกว๊านพะเยาสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์
ดังนั้นตนพร้อมด้วยนายอดุม อ่อนนวล ผู้อำนวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬา
และนันทนาการจังหวัดพะเยา
จึงได้ออกสำรวจโบราณสถานที่เป็นวัดเก่าจมอยู่ใต้น้ำในกว๊านพะเยา
เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
จากการสำรวจ พบว่ามีวัดโบราณกว่า ๒๐ แห่ง
จมอยู่ใต้น้ำในกว๊านพะเยา ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า ๑๒,๐๐๐ ไร่
ซึ่งจะมอบหมายให้สำนักงานโยธาและผังเมืองจังหวัดพะเยา เร่งดำเนินการทำแนวเขต
โดยทำคันกั้นวัดทั้งหมด จากนั้นสูบน้ำออก จะทำให้เห็นวัดเก่ากว่า ๒๐ แห่ง
ที่จมอยู่ใต้น้ำ
จากนั้นก็จะเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเช่าเรือพายชมวัดเก่าโบราณดังกล่าว
พร้อมชมวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านรอบกว๊าน
ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ได้
จากกรณีเกิดแผ่นดินไหวขนาด ๕.๑ ริกเตอร์
และมีศูนย์กลางที่ อ.แม่ริม ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ๑๕ กิโลเมตร
พระราชเจติยาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่
เปิดเผยว่า ทางวัดได้สำรวจพระอุโบสถเก่าแก่อายุกว่า ๒๐๐ ปี
พบว่ามีรอยร้าวเพิ่มขึ้นจากเดิม และยังพบรอยร้าวรอบตัวอาคารบางส่วน
ปูนที่ฉาบไว้กะเทาะหลุดออกมา โดยรอยร้าวบางจุดกว้างเกือบ ๑ เซนติเมตร
จึงเกรงว่าพระอุโบสถจะพังถล่มลงมาและเป็นอันตราย
เนื่องจากยังมีการใช้ประกอบศาสนกิจของสงฆ์อยู่
คงจะต้องหารือเพื่อตรวจสอบโครงสร้างและบูรณะให้เร็วที่สุด
"ส่วนเจดีย์หลวง ศาสนสถานสำคัญของวัด
ซึ่งในอดีตองค์ยอดเจดีย์เคยพังถล่มลงมาจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อกว่า ๔๐๐
ปีก่อนนั้น โชคดีครั้งนี้ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
เนื่องจากบูรณะซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงแล้ว"
พระราชเจติยาจารย์กล่าว (มติชน ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๙)
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัด วธ.กล่าวถึงการบูรณะพระธาตุลำปางหลวง
จ.ลำปาง ว่า เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ที่ผ่านมา
ได้เดินทางไปยังวัดพระธาตุลำปางหลวง
เนื่องจากได้รับรายงานจากสำนักงานศิลปากรที่ ๘
ว่าองค์พระธาตุลำปางหลวงมีความชื้นสูง และเสี่ยงต่อการพังทลายลงมา
แต่ยังไม่สามารถเข้าไปบูรณะได้ เนื่องจากคนในชุมชนไม่ยินยอม
ซึ่งได้มอบหมายให้ทางสำนักงานศิลปากรที่ ๘
เข้าไปทำความเข้าใจกับคนในชุมชนแล้ว
นายอารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร
กล่าวว่า สาเหตุของที่โบราณสถานถล่ม และเสียหาย
มักมีสาเหตุมาจากฝนที่ตกในปริมาณมาก อย่างกรณีของพระธาตุพนม จ.นครพนม
ถล่มเสียหายเมื่อ ๓๐ ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะมีน้ำท่วมฐานรากมาก
และมีน้ำซึมเข้าไปในตัวพระธาตุจนทำให้ถล่มลงมา
การจะเข้าไปบูรณะป้องกันไม่ให้ถล่มนั้น
จะต้องมีการระบายน้ำออกมาจากตัวพระธาตุ และฐานราก
โดยในส่วนของพระธาตุดอยสุเทพที่ จ.เชียงใหม่
ที่มีความเสี่ยงที่จะเสียหายกรณีเกิดแผ่นดินไหว
กรมศิลปากรได้ติดต่อขอนมัสการเจ้าอาวาสเข้าไปเจาะตรวจตัวพระธาตุ
แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งกรมศิลปากรค่อนข้างจะเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก
๒๖ ธันวาคม - นายอารักษ์ สังหิตกุล
อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า
จากการประชุมร่วมกับคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการ วธ. เมื่อเร็วๆ นี้
คุณหญิงไขศรีได้สอบถามเรื่องที่จะให้วัดและภาคเอกชนสามารถเข้ามาบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานได้หรือไม่
จากเดิมที่กรมศิลปากรจะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด
ซึ่งตนได้ชี้แจงไปว่าในแต่ละปีจะมีเครือข่ายจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ
บริษัทเอกชน ธนาคาร เข้ามาร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์โดยสนับสนุนงบประมาณให้ปีละ
๕๐ - ๖๐ ล้านบาท แต่การจะให้วัดหรือบริษัทเอกชนสามารถเข้าไปทำการบูรณะได้เอง
อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมได้
เพราะอาจจะไม่เข้าใจหลักทางวิชาการในการเข้าไปดำเนินการ ดังนั้น
คุณหญิงไขศรีจึงอยากให้มีการจัดถวายความรู้แก่พระสังฆาธิการทั่วประเทศด้วย
ซึ่งทางกรมศิลปากรจะได้เร่งปรับปรุงหนังสือการอนุรักษ์และดูแลโบราณสถานแจกจ่ายแก่วัดทั่วประเทศ
รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วย
ด้านคุณหญิงไขศรีกล่าวว่า ที่ได้หารือในเรื่องนี้
เพราะมีหลายฝ่ายเสนอแนะมาว่าโบราณสถานหลายแห่งที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่สามารถซ่อมแซมเองได้
จะเป็นไปได้หรือไม่ หากจะให้เอกชนหรือวัดที่มีงบประมาณเข้าไปซ่อมแซมโบราณสถาน
โดยให้กรมศิลปากรดูแลแบบ แทนการดำเนินการเองทั้งหมด (มติชน ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๙)