เรือนกาแลหลังนี้มีเจ้าของผู้อาศัยเดิม
คือ อุ๊ยผัด โพธิทา เป็นคน ต.ป่าพลู อ.จอมทอง เชียงใหม่
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เรือนอุ้ยผัด" สันนิษฐานว่าตัวเรือนสร้างขึ้นกว่า 80
ปีแล้ว เป็นเรือนยกพื้นที่ทำจากไม้ทั้งหลัง ขนาดของบ้านก็ดูกระทัดรัด
ด้วยความกว้างราว 7 เมตร ส่วนความยาวจากเสาต้นแรกตรงบันได ถึงชานหลังบ้าน
ประมาณ 12 เมตร หลังคามุงด้วย "แป้นเกล็ด" หรือกระเบื้องไม้
หากลองเดินไปรอบๆ จะเห็นเสาบ้านค่อนข้างมาก นับได้ถึง 48 ต้น
โดยรวมแล้วมีสภาพค่อนข้างดี อันเนื่องมาจากการซ่อมแซม
หลังการขนย้ายมาไว้ที่ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536
 |
 |
เมื่อเดินขึ้นไปตรงบันไดด้านหน้าจะพบกับชานบ้าน
หรือที่คนเมืองเรียกว่า "ชานฮ่อม" ด้านซ้ายมือมีร้านน้ำ (ออกเสียงว่า "ฮ้านน้ำ")
แยกเป็นสัดส่วนกับชานบ้าน ร้านน้ำเป็นชั้นไม้ยกระดับติดกับข้างฝา
สำหรับตั้งหม้อน้ำบรรจุน้ำให้ผู้อาศัย และแขกเหรื่อได้ดื่มกันกัน
ร้านน้ำนี้เจ้าของบ้านบางหลัง จะสร้างตั้งไว้ตรงหน้ารั้วบ้านด้วย
เพื่อให้เพื่อนบ้านและคนที่ผ่านไปมาได้แวะดื่มน้ำกัน โดยถือตามคติว่า "ทานน้ำเป็นเศรษฐี
ทานมูลีเป็นสะค่วย" (ให้ทานน้ำจะเป็นเศรษฐี ให้ทานบุหรี่จะเป็นคนมีเงิน)
ถัดเข้าไปจากชานฮ่อมเรียกว่า "เติน" (ออกเสียงว่า "เติ๊น")
เป็นส่วนที่ยกระดับให้สูงกว่าพื้นชานฮ่อมราวหนึ่งคืบ
และอยู่ในเขตหลังคาบ้าน ส่วนนี้มีเนื้อที่มากและสามารถใช้ประโยชน์ได้สารพัด
ตั้งแต่เป็นที่นั่งกินข้าว นั่งคุยกับแขกที่มาเยี่ยม
เป็นที่พักของแขกเหรื่อ และเป็นที่นั่งสำหรับการ "อยู่นอก"
ของลูกสาวเจ้าของเรือน ที่จะมานั่งทำกิจกรรมต่างๆ เวลากลางคืน เช่น
ปั่นฝ้าย สานแห ฯลฯ เพื่อให้หนุ่มๆ มาแวะเยียมคุย
ส่วนของเติ๋นบนเรือนอุ๊ยผัดนี้
พื้นที่ด้านขวามือจะตีฝาไม้คั่นระหว่างเติ๋นกับชานฮ่อมเพื่อกั้นเป็นห้อง
สำหรับเป็นมุมหิ้งพระ โดยจะทำชั้นไม้ติดกับผนังฝั่งขวา
หิ้งพระจะได้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ตัวเรือนหันหน้าไปทางทิศใต้)
ตรงกลางเติ๋นจะเป็นทางเดินยาวตรงกลางบ้านตลอดไปถึงชานหลังบ้าน
ดังนั้นถัดจากเติ๋นขั้นไปจึงเป็นบริเวณห้องนอนอยู่ทางด้านขวา
และซ้ายมือเป็นห้องครัว ในห้องนอนมีพื้นที่ค่อนข้างมาก
เนื่องจากต้องใช้นอนรวมกันทั้งครอบครัว
น่าสนใจว่าในเรือนนอนนั้นมีหน้าต่างขนาดเล็กอยู่
4 บาน
จึงมีผู้ให้ความเห็นว่าที่เรือนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีหน้าต่างหรือมีก็ขนาดเล็ก
ซึ่งอาจเป็นเพราะอากาศทางภาคเหนือค่อนข้างหนาวจึงเปิดรับลมแต่น้อย
แต่ก็ยังไม่หนาวมากเหมือนกับทางแถบสิบสองพันนาถิ่นคนไทลื้อ
ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน
เรือนไทลื้อที่นั่นจะต้องมีเตาไฟไว้ในห้องนอน
เพื่อประทังความหนาวเย็นไปด้วย แต่เรือนกาแลจะแยกครัวออกจากห้องนอน
จึงนับเป็นข้อแตกต่างกันประการหนึ่ง
สำหรับลักษณะที่เป็นจุดเด่นของเรือนประเภทนี้คือ "กาแล"
(อ่านว่า "ก๋าแล") อันเป็นที่มาของชื่อเรียกประเภทเรือน
เป็นไม้แบนเหลี่ยมแกะสลักลาย
เชื่อมต่อจากปลายบนของปั้นลมเหนือจั่วบ้านในลักษณะที่ไขว้กันอยู่ สงวน
โชติสุขรัตน์ เล่าว่าสมัยก่อนคนจะเรียกเรือนชนิดนี้ว่าเรือนแบบเชียงแสน
ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเรือนแบบฉบับอย่างที่นิยมปลูกสร้างกันในเมืองเชียงแสน
(ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย ตัวเมืองติดแม่น้ำโขง
บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ)
สำหรับที่มาของกาแล
(คือส่วนปั้นลมที่ไขว้กัน) ยังค่อนข้างคลุมเครือ
บ้างก็ว่าทำเพื่อกันแร้งกาเกาะหลังคา เพราะถือว่าขึด
หรือพม่าบังคับให้ทำสมัยเป็นเมืองขึ้นเพื่อให้ดูต่างกับเรือนพม่า
ส่วนอาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ เห็นว่า
กาแลน่าจะมาจากประเพณีของคนลัวะที่จะฆ่าควาย เพื่อบวงสรวงบรรพบุรุษ
และนำเขาควายไปประดับยอดหลังคาเป็นการอวดความร่ำรวย
ที่สุดจึงทำกาแลขึ้นแทนเขาควาย
และจากหลักฐานการศึกษารูปแบบบ้านในเอเชียหลายแห่งพบว่า
ลักษณะการประดับจั่วบ้านด้วยไม้
หรือเขาสัตว์ไขว้กันนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไป เช่น ในเกาะสุมาตรา สิงคโปร์
ชวา รัฐอัสสัมในอินเดีย และศาลที่สถิตดวงพระวิญญาณของจักรพรรดิในญี่ปุ่น
เป็นต้น
กาแลจึงเป็นวิวัฒนาการของการสร้างเรือนที่มีปั้นลมไขว้กัน
เพราะสร้างได้สะดวกทำให้ยึดไม้ได้แข็งแรง ต่อมาจึงแกะสลักลวดลายให้สวยงาม
ดังนั้นรูปแบบของปั้นลมที่ไขว้กันนี้จึงถือเป็นลักษณะร่วมกันในเรือนของชนชาติต่างๆ
มิใช่เป็นของชาติใดโดยเฉพาะ
ดังเข้าใจกันว่าเป็นลักษณะของเรือนล้านนาเท่านั้น
และสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเรือนกาแลล้านนาก็คือ ลายสลัก
ซึ่งในเรือนอุ๊ยผัดนี้ก็มีกาแลที่สลักลายเป็นแบบกนกสามตัว
ประกอบด้วยโคนช่อกนกมีกาบหุ้มช้อนกันหลายชั้นคล้ายก้านไม้เถาตามธรรมชาติ
ตรงส่วนก้านจะสลักเป็นกนกแตกช่อขึ้นไปสลับหัวกันจนถึงยอดกาแล
สร้างลวดลายที่อ่อนช้อยแสดงถึงภูมิปัญญาเชิงช่าง
และจิตใจที่อ่อนโยนของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
ความเรียบง่ายของวิถีชีวิตแบบชาวบ้านปรากฏในจินตนาการอย่างแจ่มชัด
เมื่อเราลองนั่งลงบนเติ๋นเราอาจมองเห็นภาพสาวนั่งปั่นฝ้ายพลางส่งคำคร่าวคำเครือกับหนุ่มผู้มาติดพัน
เห็นภาพครอบครัวนั่งกินข้าวล้อมวงกันครบหน้า
เห็นการนั่งสนทนาของเจ้าบ้านกับแขกเหรื่อมีถาดใส่หมาก และมูลีขี้โย (บุหรี่มวนโต)
ช่วยสร้างความเป็นกันเอง และแสดงน้ำใจอันดีงาม
ถึงตอนนี้ความงดงามที่อยู่ตรงหน้า
บางทีอาจทำให้ใครหลายคนที่แวะมาเยี่ยมเยือนติดอกติดใจจนต้องขอมานั่งเล่นตรงชานบ้าน
ซึมซับเอากลิ่นโบร่ำโบราณจากเนื้อไม้ เพื่อระงับความวุ่นวายจากโลกภายนอก
จนเกิดสมาธิความสงบเย็นภายในจิตใจ
รู้สึกสดชื่นแจ่มใสจนมีพลังที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไปก็ได้
วีรยุทธ นาคเจริญ
ควันไฟขาวจากเตาถ่านที่ค่อยๆ
ลอยขึ้นสู่อากาศอย่างช้าๆ จากหลังเรือนแทบทุกหลัง เป็นภาพที่พบเห็นจนชินตา
ทั้งช่วงเช้าและเย็น ชวนให้นึกถึงประดาของกินประจำถิ่นล้านนาแสนอร่อย
ที่กำลังยกมาให้คนบนเรือนได้นั่งล้อมวงกินกันตรงชานหน้า
และหากใครเผอิญเดินผ่าน ก็จะถูกคะยั้นคะยอให้ขึ้นเรือน
ไปร่วมวงจนอิ่มท้องกันถ้วนหน้า เป็นมิตรไมตรีที่ผูกพันแนบแน่นกับเพื่อนบ้าน
เพียงพอแล้วต่อการอาศัยอยู่ร่วมกัน
เมื่อกาลเวลาผ่านพ้น ภาพในอดีตเหล่านี้
มักถูกลืมเลือนด้วยภาระ และการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป
แต่หากเวลาและสถานที่ถึงพร้อม แล้วลองหวนนึกถึงความมีชีวิตชีวาที่เคยปรากฏ
ในที่แห่งนั้น ก็จะพบด้วยตนเองว่า ความทรงจำจากจินตนาการ
ที่น่าประทับใจอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย
จากภายในบริเวณสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
ตั้งต้นที่เรือนกาแล หากเดินต่อเข้าไปด้านในสุด
ทางซ้ายเป็นที่ตั้งเรือนพญาวงศ์หลังใหญ่ ส่วนด้านขวาจะเป็นเรือนหลังเล็ก
ชื่อว่า เรือนอุ๊ยแก้ว อันเป็นเรือนที่เราจะเข้าไปเยี่ยมเยือนกันในครั้งนี้
เรือนอุ๊ยแก้ว
มีเจ้าของเดิมคือ อุ๊ยอิ่นกับอุ๊ยแก้ว ธาระปัญญา ชาวบ้านสันต๊กโต
หรือย่านสันติธรรม ใกล้กับบริเวณแจ่งหัวลิน ถนนห้วยแก้วในปัจจุบัน
เรือนหลังนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีก่อน หรือราวสงครามโลกครั้งที่ 2
เป็นเรือนขนาดเล็กที่ปรับเปลี่ยนคลี่คลายมาจากเรือนล้านนาโบราณ
เพื่อเน้นให้ได้ใช้ประโยชน์จากตัวเรือนอย่างเต็มที่ และให้เข้ากับยุคสมัย
ตัวเรือนกว้างราว 7-8 เมตร ขณะที่มีความยาวประมาณ 10 เมตร
ทั้งเสาเรือนยังสูงเพียง 1 เมตร เท่านั้น
ขนาดจึงดูค่อนข้างเล็กหากเทียบกับเรือนหลังอื่นที่ตั้งอยู่โดยรอบ
บนเรือนยังมีพื้นที่ใช้สอยเป็นแบบดั้งเดิม
และมีที่เพิ่มเติมบางส่วน คือ จากหน้าเรือน เมื่อขึ้นบันไดไป (บันไดจะหันข้างขณะที่เรือนโบราณยื่นออกมาด้านหน้า)
จะเป็นชานหน้าบ้าน กว้างเพียงครึ่งของเรือน
ส่วนนี้ในเรือนสมัยก่อนมักเปิดโล่งทุกหลัง แต่เรือนอุ๊ยแก้วได้ใช้ไม้ซี่ (ท่อนไม้ยาวมีขนาดเล็ก)
มาตีกั้นเป็นฝาเว้นระยะให้มองผ่านได้เป็นช่อง
สันนิษฐานว่าคงเกิดจากการที่ชุมชนหมู่บ้าน ได้เปลี่ยนกลายเป็นชุมชนเมือง
จึงจำเป็นต้องทำที่อยู่ที่อาศัยให้แน่นหนาป้องกันโจรขโมยที่มีมากขึ้น
โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่2
จากชานหน้าบ้าน
ถัดเข้าไปเป็นส่วนที่เรียกว่า "เติ๋น"
คือพื้นที่ยกสูงกว่าชานบ้านมีความกว้างเท่ากับตัวเรือน
เป็นบริเวณสารพัดประโยชน์สำหรับสมาชิกในครัวเรือนได้มานั่งทำกิจกรรมร่วมกัน
เติ๋นด้านที่ติดกับบันไดต่อจากชานบ้าน (ฝั่งขวาของเรือน)
จะทำฝาจากไม้ซี่ให้มองลอดได้ เลยจากไม้ซี่มีหิ้งทำจากไม้แผ่นใหญ่
สำหรับวางหม้อน้ำได้ 2 3 หม้อ ใส่น้ำสะอาดให้คนในเรือนและแขกได้ดื่มกิน
เติ๋น
ฝั่งซ้าย จะตีฝาด้วยไม้ เป็นแบบที่เรียกว่า "ฝาเกล็ด"
คือฝาไม้เนื้อแข็งตีเป็นแผ่นยาวตามแนวกว้างและยาวของเรือน
ฝาด้านหน้าเรือนมีหน้าต่างแบบลูกฟัก 2 บาน (เรียกว่า "ประตูป่อง")
ซึ่งหน้าต่างนี้
สมัยก่อนจะทำเพียงเจาะช่องไว้ไม่ใส่บานหน้าต่างส่วนด้านข้างมีหิ้งพระโดยเจาะฝาเป็นช่อง
แล้วตีไม้เป็นกรอบสี่เหลี่ยมให้ยื่นออกไปนอกตัวเรือน
หากมองจากภายนอกจะเห็นเหมือนมีกล่องไม้ติดกับฝาเรือน
หิ้งพระนี้กล่าวกันว่า สมัยก่อนไม่นำมาไว้ในบ้าน
เนื่องจากคนล้านนาในอดีตเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งดีงามเช่นพระพุทธรูป
สมควรอยู่แต่ภายในวัดเท่านั้น หากจะมีการสร้างหิ้งสำหรับบูชาผีปู่ย่า
มีไว้เพื่อบูชาพรรพบุรุษของตน
แต่เมื่อความเชื่อเปลี่ยนไปตามกาลสมัยหิ้งพระจึงกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของเรือนล้านนาไป
คาดว่าคงมานิยมกันเมื่อ 70 80 ปีที่ผ่านมา
และเมื่อเราเดินขึ้นไปต่อจาก
เติ๋น ตรงกลางเรือนจะมีทางเดินยาวไปถึงหลังเรือนเรียกว่า "ชานฮ่อม"
ห้องทางซ้ายจะเป็นเรือนนอน เรือนนอนนี้จะมีประตูเปิดออกสู่
เติ๋นภายในเรือนนอนมีหน้าต่าง เพียงบานเดียว
ส่วนห้องขวามือเป็นเรือนครัวซึ่งมีประตูติดกับชานฮ่อม
มีพื้นที่เท่าๆกับเรือนนอน และจากห้องครัวไปทางหลังเรือน
จะมีส่วนประกอบที่เพิ่มเติมจากเรือนโบราณคือ ห้องน้ำ ส่วนนี้จะตีฝาด้วย "ฝาไม้บั่ว"
คือไม้ไผ่สาน ซึ่งปรกติฝาประเภทนี้จะใช้กับบางส่วนของห้องนอน
มีประโยชน์เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ง่ายนั่นเอง
สำหรับห้องน้ำนั้น
คนล้านนาสมัยก่อนมักจะออกไปทำธุระบริเวณที่มิดชิดนอกบ้าน
ส่วนการอาบน้ำก็จะอาบตามแม่น้ำลำคลองหรือจากบ่อ สมัยต่อมาจึงมีการสร้าง "ท้อมน้ำ"
(อ่านว่า "ต้อมน้ำ") คือที่กำบังอาบน้ำเป็นห้องสร้างไว้นอกตัวบ้าน
อาจทำให้เป็นซุ้มหรือก่ออิฐถือปูนก็ได้
จากนั้นจึงได้นำห้องน้ำมาไว้ในตัวบ้านตามสมัยนิยม
(อุปกรณ์ในห้องน้ำของเรือนอุ๊ยแก้วได้ปรับปรุงตามอย่างปัจจุบันเมื่อนำมาตั้งที่สำนักฯ)
เมื่อเราลองเดินดูไปรอบๆ ตัวเรือนแล้ว
ก็จะพบว่าเรือนหลังนี้ มีส่วนประกอบของเรือน ที่เพิ่มเติมนอกเหนือ
จากเรือนแบบโบราณบางส่วน แต่โดยรวมแล้วก็เป็นเหมือนเรือนอื่นๆ คือ
มีเรือนชาน เติ๋น เรือนนอน เรือนครัว ตามอย่างเรือนล้านนาขนาดเล็ก
จึงมีคุณประโยชน์ ต่อการศึกษา ทางด้านพัฒนาการของสถาปัตยกรรม
และวิถีชีวิตท้องถิ่นล้านนา เป็นอันมาก เมื่อทราบว่าเรือนหลังนี้
มีแนวโน้มจะถูกรื้อถอน อาจารย์วิถี พานิชพันธ์
จึงติดต่อขอซื้อเรือนมาปลูกสร้างไว้ที่สำนักฯ เมื่อ พ.ศ.2530
จากการสนับสนุนของมูลนิธิ มร.ยาคาซากิ มหาวิทยาลัยเกียวโตไซกะ
แต่ได้นำมาปลูกสร้างที่สำนักฯ เมื่อปี 2540 เนื่องจากเมื่อซื้อเรือนไปแล้ว
ก็ได้ให้อุ๊ยแก้วเจ้าของเรือน อาศัยอยู่ในเรือนต่อไปเรื่อยๆ
ด้วยความรักความผูกพัน กับที่อยู่ที่เดิมของตน
ถึงแม้ว่าลูกหลานจะมาสร้างเรือนใหม่ให้
และอุ๊ยอิ่นจะย้ายไปอยู่เรือนใหม่แล้วก็ตาม
อุ๊ยแก้วก็ยังคงใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของตนเอง อยู่บนเรือนที่ตนรักหลังนี้
จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อ พ.ศ.2540
ใช่หรือไม่ว่า
ภาพในอดีตมักทำให้เราเกิดความรู้สึกผูกพันกับสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
ไม่ว่าเราจะได้เคยพบเห็นเนิ่นนานหรือเป็นครั้งแรกที่ได้มาก็ตาม
ยิ่งหากเราได้ทราบความเป็นมา
และได้ยินเรื่องความรักอันน่าประทับใจระหว่างอุ๊ยแก้วกับเรือนหลังนี้
ผู้มาเยือนทุกคนคงจะต้องจินตนาการภาพเรือนอุ๊ยแก้วไปมากกว่าเป็นเพียงเรือนโบราณอีกแห่งอย่างแน่นอน
วีรยุทธ นาคเจริญ