D i s c o v e r y T h a i l a n d  M u s e u m   o f   B u d d h a   i m a g e s
Museum of Dvthai collection of Buddha image from southeast  Asia
 
 
     

 

 

Museum of Discovery Thailand   is your key to the internet information, such as collecting, buying & selling about Buddha image and antiques especially Images of Thai Buddha  Mysite is the place to share information, experience, tips, goods and services.  Most of the collections are sold at more than the reasonable prices compare with most international standards. Please Enter & Enjoy our Site.

Oversea call +66 8670 8877 and contact us  nokkiller@hotmail.com  Thankyou

Show Room 12/2550

 

 

 
 
 
พระเจ้าไม้
 
พระเจ้าไม้ หรือ พระไม้ ในเขตวัฒนธรรมล้านนาหมายถึงรูปองค์พระปฎิมากรที่สลักจากไม้ให้เป็นพระพุทธรูปซึ่งพระพุทธรูปประเภทนี้มีหลากหลายพุทธลักษณะและหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กประมาณ ๑ นิ้ว ถึงขนาดใหญ่หลายๆศอกก็มี แต่ส่วนมากมีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๒-๕ นิ้ว บ้างก็แกะสลักจากไม้ท่อนเดียว และบ้างก็ประกอบขึ้นด้วยไม้หลายชิ้น นิยมสร้างให้มีฐานสูงเพื่อให้มีเนื้อที่จารึกข้อความได้บางองค์ฐานกับองค์พระเป็นคนละชิ้นกัน และบางองค์เจาะรูที่ฐาน ซึ่งบางท่านก็ว่าใช้บรรจุพระธาตุบ้าง บางท่านก็เข้าใจว่าบรรจุกระดูกของผู้ที่เสียชีวิต แล้บ้างก็ว่าเจาะเพื่อใช้เหล็กเสียบเพื่อให้สะดวกในตอนแกะสลัก นอกจากนี้ยังพบว่าบางองค์มีการปิดทองล่องชาดด้วย
        พระเจ้าไม้ในล้านนาแต่เดิมนั้นจะประดิษฐานอยู่ตามฐานชุกชีในพระวิหารในวัด ถือเป็นของสูงที่ผู้คนให้ความเคารพนบไหว้ หากแต่ในปัจจุบันพระเจ้าไม้ดังกล่าวกลับปรากฎอยู่ตามร้านจำหน่ายวัตถุโบราณหรืออยู่ตามบ้านเรือนของบุคคลที่เป็นนักสะสมของโบราณ อีกทั้งเคยพบในอาคารบางแห่ง เช่น โรงแรม หรือเรือนรับรอง จัดเป็นเครื่องประดับตกแต่งภายใน และมักจะประดิษฐานอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมไม่ควรตามขนบนิยมของคนในล้านนา
        พระเจ้าไม้จัดเป็นวัตถุโบราณที่สามารถเลียนแบบเพื่อนำออกนอกประเทศได้ และถูกจัดอยู่ในประเภทไม้แกะสลักทั้งหลายจึงมีการลักลอบนำพระเจ้าไม้ออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก
 

ไม้ที่ใช้สร้างพระเจ้าไม้


        ไม้ที่ใช้แกะสลักเป็นพระพุทธรูป นิยมใช้ไม้ที่ถือกันว่าเป็นไม้มงคล ดังคำจารึกที่ฐานพระเจ้าไม้องค์หนึ่ง ที่วัดบ้านเปียง ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า

"จุลศักราชได้ ๑๒๔๕ (ตัว)ปีกล่าเม็ด เดือน ๕ เพ็งเม็งวันจันทร์ ปฐมมูลศรัทธาอ้ายตันเป็นเค้าพร่ำพร้อมกับด้วยภริยาลูกเต้า พ่อแม่พี่น้องชุผู้ชุคนได้ริรังสร้างพระพุทธรูปเจ้าองค์ ๑ แล้วด้วยไม้หนุน (ขนุน) ไม้ทัน (พุทรา) ไม้รัก ไม้ทึง (ไม้พลวง) ไม้สา ไม้ส้มสุก (โศก อโศก) ไม้จันทน์ไม้เท้าเสรี (ไม้ที่ใช้ค้ำต้นโพ) สุทินนัง วะตะ เมทานัง นิพพานัง ปรมัง สุขัง ขอเอาสุข ๓ ประการ มีนิพพานเป็นยอดจิ่มเทิอะ"

นอกจากไม้ที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีไม้ชนิดอื่นๆ อีก เช่น


        ไม้สัก พระเจ้าไม้ไม่ว่าขนาดใดก็ตาม เท่าที่สำรวจพบนิยมสร้างจากไม้สักเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้นอกจากชื่อไม้สักจะเป็นไม้มงคลแล้ว ยังเป็นไม้ที่แกะง่าย ทนมอด ทนปลวก พระเจ้าไม้องค์ขนาดใหญ่ เช่น พระพุทธนเรศร์สักชัยไพรีพินาศ ที่วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พระประธานในพระวิหาร วัดสุวรรณประดิษฐ์ (ช่างคำน้อย) และวัดท้าวคำวังที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พระเจ้าพร้าโต้ทั้ง ๓ องค์ (ที่วัดศรีดอนคำ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ที่พิพิธภัณฑ์ไร่แม่ฟ้าหลวง เมืองแพร่) นอกจากนี้พระเจ้าไม้ยืนขนาดใหญ่เท่าที่พบส่วนใหญ่นิยมแกะสลักจากไม้สักเช่นกัน

 


        ไม้เสรี (อ่าน “สะหลี”) หรือ ไม้ศรี หรือไม้โพ คือต้นโพธิ์ ซีงถือว่าเป็นไม้โพธิพฤกษ์ของพระพุทธเจ้า จึงนิยมนำมาแกะเป็นพระพุทธ โดยเฉพาะกิ่งที่ยืนไปทางทิศใต้หรือทิศตะวันตกซึ่งเรียกว่า ทักษิณสาขา และกิ่งที่หักโค่นเองถือว่าเป็นไม้มงคลอย่างยิ่ง ทั้งนี้จะไม่มีการตัดมาเพื่อทำพระพุทธรูป เพราะหากผู้ใดตัดม้างหรือรานไม้เสรี ก็เท่ากับม้างศาสนาของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรยและทำให้เกิดขึด คือสิ่งไม่เป็นมงคลแก่ชีวิตตนเอง ครอบครัว ชุมชน (ดูที่ขึด) อย่างไรก็ตามพระเจ้าไม้ที่แกะสลักจากไม้เสรีนี้พบน้อยมาก ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากไม้เสรีเป็นไม้เนื้ออ่อนผุพังง่าย และบางองค์แกะจากไม้แห้งที่หักจากต้น จึงทำให้ผุพังได้เร็ว


        ไม้สะเหลียม หรือไม้สะเดา เพราะเชื่อว่าเป็นไม้โพธิ์ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน และเป็นไม้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคตมะได้เคยมาจำพรรษาอยู่ในพรรษาที่ ๑๒ พระพุทธรูปที่สร้างจากไม้สะเดา ซึ่งที่มีชื่อเสียงได้แก่ พระเจ้าไม้สะเลียมหวาน วัดพระเจ้าสะเลียมหวาน อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน แสละอีกองค์หนึ่งชื่อเดียวกัน ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง นอกจากนี้ยังมีพระเจ้าไม้กอสะเลียมอีก ๒ องค์ ที่วัดกอสะเลียม อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
        ไม้แก่นจันทน์ หรือไม้จันทน์หอม พระเจ้าไม้แก่นจันทน์หรือไม้จันทน์หอมนี้พบน้อยมาก ถ้าใครมีหรือวัดใดมีจะถือเป็นของสุดรักสุดหวง เท่าที่เคยได้พบเห็นมีหน้าตักไม่เกิน ๓ นิ้ว ถ้าเป็นพระเจ้าไม้แก่นจันทน์แกะใหม่ศิลปะพม่า ก็พบโดยทั่วไปตามร้านค้าใกล้เขตชายแดนไทย-พม่า
        ไม้ไผ่ หมายถึงพระพุทธรูปที่สร้างจากไม้ไผ่ การสร้างพระเจ้าจากไม้ไผ่มีวิธีทำเช่นเดียวกับการทำเครื่องเขิน กล่าวคือใช้ตอกสานเป็นโครงแล้วใช้ชันหรือยางไม้ที่มีคุณสมบัติเดียวกันทาให้ทั่วก่อนลงรักปิดทองหรือใช้ผ้าชุบรักปิดโครงไม้ เรียกพระพุทธรูปที่สร้างด้วยวิธีนี้ว่า พระชาโล ซึ่งส่วนมากมักพบเห็นเป็นพระเจ้าศิลปะไทลื้อหรือพม่า แต่มีทุกพุทธลักษณ์ ที่มีขนาดใหญ่นิยมประดับกระจกสวยงามพบมากตามร้านขายวัตถุโบราณในตัวเมืองเชียงใหม่ และตามวัดในเขตจังหวัดเชียงตุง สหภาพพม่า พระเจ้าไม้ไผ่มีชื่อเสียง คือ พระเจ้าอินทร์สาน ซึ่งเชื่อกันว่าพระอินทร์เป็นผู้สาน พระเจ้าองค์นี้เป็นพระเจ้านั่งปางชนะมาร หน้าตักกว้าง ๔ ศอก สานจากไม้ไผ่ทั้งองค์ ลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ที่วัดเมืองนุง เขตเมืองขาก จังหวัดเชียงตุง สหภาพพม่า กล่าวกันว่าพระเจ้าไม้องค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก สร้างขึ้นเมื่อประมาณ ๗๐๐ ปีมาแล้ว

        นอกจากนี้ไม้ชนิดที่นิยมแกะสลักพระพุทธรูปมีอีกมากอาทิ ไม้แก้ว (พิกุล) ไม้จำปา ไม้จำปี ไม้เดื่อปล่อง ไม้เดื่อเกลี้ยง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ซ้อ เป็นต้น และพบว่าพระเจ้าไม้พม่าบางองค์ใช้ไม้สน ซึ่งจะมียางไหลซึมออกมาแม้เวลาผ่านไปหลายปีก็ตาม

        ตามคติความเชื่อเกี่ยวกับไม้ที่นำมาสร้างพระพุทธเจ้านี้ อาจเนื่องมาจากเชื่อเรื่องโพธิพฤกษ์ หรือไม้ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ประทับใต้ร่มไม้นั้นๆ เพื่อตรัสรู้ ดังในตำนานมูลสาสนาสำนวนล้านนา ได้กล่าวถึงโพธิพฤกษ์ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ในอดีตว่ามี ไม้กวาว (ทองกวาว) ไม้แคฝอย ไม้ไร (อ่าน “ไฮ” คือต้นไทร) ไม้สาลกัลยาณะ ไม้นาวกาน ไม้บุนนาค ไม้ชะล่อ ไม้หมากเกลือ ไม้เดื่อกา ไม้จวง ไม้สะเลียม ไม้ซางคำ ไม้ประเหียง ไม้จัมปา ไม้นิโครธ ไม้ฝาง ไม้กัณณิการ์ ไม้ดู่ลาย ไม้มะขามป้อม ไม้ม่วงขาว ในส่วนพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์านั้น มีไม้มหาโพธิ์ดังนี้

(พระเจ้าไม้โดยช่างฝีมือพื้นบ้าน
พระเจ้าไม้ที่น่าน
พระเจ้าไม้ที่แพร่
พระประธานไม้สักวัดสุวรรณประดิษฐ์ อำเภอหางดง เชียงใหม่
พระพุทธนเรศร์สักชัยไพรีพินาศ ที่วัดบูรพาราม เชียงใหม่ กล่าวกันว่าเป็นพระเจ้าไม้ที่มีความงดงามและมีขนาดใหญ่ที่สุด
พระเจ้าสะเลียมหวาน พระเจ้าไม้สำคัญองค์หนึ่งที่วิหารพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอศรีจอมทอง เชียงใหม่
พระเจ้าไม้ที่แกะสลักอย่างประณีต ลงรักปิดทองอย่างงดงาม จัดเป็นแบบช่างหลวง
พระเจ้าไม้พุทธศิลป์แบบไทลื้อ พระเจ้าไม้ พุทธศิลป์แบบพม่า
พระเจ้าสะเลียมหวาน ซึ่งทำขึ้นมาใหม่ ประดิษฐานที่วัดพระเจ้าสะเลียมหวาน อำเภอบ้านโฮ่ง ลำพูน)

 

 

พระเจ้ากกุสันธะ   ไม้กระเซาะ
พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ ไม้เดื่อ
พระพุทธเจ้ากัสสปะ ไม้นิโคร
พระพุทธเจ้าโคตโม ไม้โพ
พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตร ไม้นาวกาน หรือ ไม้บุนนาค
 


        ไม้ที่นำมาสร้างพระเจ้าคงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ด้วยเห็นว่ามีไม้อยู่หลากหลายชนิด และไม้เหล่านั้นก็เป็นไม้มงคลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนามมงคล หรือมงคลตรงที่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม จากการสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่านก็กล่าวพ้องกันว่า ใช้ไม้อะไรก็ได้ ขอให้แกะง่าย เท่านั้น พระเจ้าบางองค์ไม่สามารถบอกได้ว่าสร้างจากไม้อะไร ส่วนในอานิสงส์การสร้างพระเจ้าที่ปรากฎในเอกสารคัมภีณ์ใบลานได้กล่าวถึงไม้ที่สร้างไว้อย่างกว้างๆ ว่าเป็นลำไม้และที่เจาะจงชื่อก็มีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด จึงอาจกล่าวได้ว่าไม้ที่ใช้สร้างพระเจ้านั้น เป็นไม้อะไรก็ได้ ขอให้เป็นไม้มงคลและสามารถสลักเป็นสารูปพระเจ้าได้ง่าก็พอ เพราะถ้าจุดประสงค์การสร้างดี ทุกอย่างก็เป็นมงคลทั้งสิ้น

พุทธลักษณะพระเจ้าไม้ล้านนา


        เกี่ยวกับพุทธลักษณะของพระเจ้าไม้ในล้านนานั้น นายศรีเลา เกษพรหม นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวว่ามีการกำหนดปางต่างๆ ของพระพุทธรูปโดยนิยมแบ่งตามอิริยาบทอย่างง่ายๆ คือ พระเจ้ายืน (พระปางเสมอกัน) พระเจ้านั่งขัดสมาธิเพชร และนั่งพับพะแนงเชิง (นั่งขัดสมาธิราบ) ปางชนะมาร และปางสมาธิ พระเจ้าเดินหรือเทสสันตรีมีลักษณะเช่นเดียวกันกับ ปางลีลา ส่วนยอดพระเมาลีนั้นเป็น ๒ แบบ คือ แบบจิกใส้ปลา (เปลวเพลิง) และจิกจี้ดอกบัว (ยอดดอกบัวตูม)

 


        ในคำจารึกฐานพระเจ้าไม้ที่วัดหัวข่วงซึ่งสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๙ กล่าวเกี่ยวกับปางต่างๆ ของพระเจ้าไม้ว่า
        “…ได้ริรังสร้างยังพระพุทธพิมพาสารูปเจ้าแล้วด้วยไม้จันทร์ อิริยาบถทั้ง ๔ คือว่า นั่ง นอน ยืน เทียว (เดิน) ”อาจแบ่งพระเจ้าไม้ล้านนาเป็นกลุ่มใหญ่ๆตามพุทธลักษณ์ได้ ๔กลุ่ม ดังนี้

 

 


        
กลุ่มที่ ๑ พระเจ้าไม้ล้านนาช่างหลวง หรือพระบูชาไม้แกะล้านนา คำนี้เรียกตามคนในวงการพุทธพาณิชย์และการกำหนดการส่งพระเจ้าไม้เข้าประกวดของบุคคลในวงการพระเครื่องของชมรมพระเครื่องเชียงใหม่ บ้างก็เรียกรวมๆว่า พระเจ้าไม้ของเมือง หรือ พระเจ้าไม้ฝีมือช่างหลวง ซึ่งเป็นพระเจ้าไม้ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธรูปโดยทั่วไป องค์พระมีความสมบูรณ์สวยงามได้สัดส่วน คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปพุทธศิลป์เชียงแสนหรือสุโขทัยมีทุกปางทุกขนาด เน้นที่พระพักตร์ต้องสวยงาม บางองค์พระเนตรปิดกระจกสีหรือเปลือกหอย ตกแต่งฐานอย่งปราณีต ลงรักและปิดทองล่องชาด ที่กล่าวกันว่าเป็นฝีมือช่างหลวงนั้น อาจหมายถึงช่างที่คุ้มเจ้าในสมัยก่อนหรือหมายถึงช่างผู้มีฝีมือชำนาญในการแกะพระเจ้าโดยเฉพาะก็ได้

 


        
กลุ่มที่ ๒ พระเจ้าไม้ล้านนาช่างราษฎร์ หรือ ช่างชาวบ้าน คำนี้เรียกกันโดยทั่วไป หมายถึงพระเจ้าไม้ที่มีความงามด้อยกว่ากลุ่มที่ ๑ ความประณีต สัดส่วน และการประดับประดาน้อยกว่า บางองค์แกะไม่ถูกต้องตามพุทธลักษณ์ เช่น พระเจ้านั่งก็ซ้อนพระบาทผิดข้าง เป็นต้น ที่กล่าวว่าช่างราษฎร์นั้น คงหมายถึงช่างชาวบ้านหรือช่างที่ขาดความชำนาญก็ได้

 


        
กลุ่ม ๓ พระเจ้าไม้ลื้อ คำว่าลื้อนี้หมายถึงชนเผ่าไทลื้อ ซึ่งเป็นคนไทกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในดินแดนสิบสองปันนาในประเทศจีนและที่อื่นๆในไทย เช่นอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา อำเภอปัว จังหวัดน่าน และชาวยองในลำพูนก็เป็นไทลื้อกลุ่มหนึ่งพระเจ้าไม้ลื้อน้เรียกรวมๆทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นของลื้อ ยอง ขึน ไทใหญ่ มีทั้งที่มีทรงเครื่อง บางองค์สามารถถอดและประกอบได้ พระพักตร์ก้มต่ำลง ในวงการพระเครื่องเรียก พระเจ้าลื้อหน้าง่อมคอสั้น เท่าที่พบจะเป็นปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร นิยมลงรักปิดทอง พระเจ้าไม้ลื้อนี้บางท่านก็แยกเป็นพระเจ้าไม้ลื้อช่างหลวง ถ้าเห็นว่าประณีตสวยงาม ส่วนที่ไม่ค่อยมีความประณีต ผิดสัดส่วน ก็เรียกว่า พระเจ้าไม้ลื้อช่างราษฎร์ รายละเอียดบางองค์แกะพอได้เค้าว่าเป็นพระพุทธรูปเท่านั้นก็มี บางองค์ก็เป็นเหมือนการใช้มีดขนาดใหญ่ถาก อย่างพระพุทธรูปที่เรียกกันว่า พระเจ้าพร้าโต้ หรือ พระเจ้าปะหล่อง (ดูเพิ่มได้ที่ พระเจ้าพร้าโต้)


        กลุ่มที่ ๔ พระเจ้าไม้พม่า นิยมเรียกพระเจ้าที่แสดงออกซึ่งพุทธศิลป์พม่าตกแต่งด้วยกระจกสีตามองค์พระ เช่นตามชายจีวรที่เป็นริ้วๆ เป็นต้น มีทุกปาง ลงรักปิดทองล่องชาดที่แกะเป็นพุทธสาวก พระบัวเข็ม พระสิวลี ก็มี


        การแบ่งพระเจ้าไม้ที่มิได้กล่าวโดยละเอียด เนื่องจากความหลากหลายของพุทธลักษณ์ อีกทั้งจุดประสงค์ในการสร้างก็ด้วยความศรัทธาและใจอันเป็นกุศลเป็นที่ตั้ง ซึ่งผู้ใดจะสร้างก็ได้ โดยไม่มีขนบในการสร้างที่เป็นมาตรฐาน จึงเกิดความหลากหลายในพุทธลักษณ์ดังกล่าว ดังพบว่าบางองค์ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของไม้ เช่นพระเจ้าไม้นาคปรกองค์หนึ่งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน มีนาคเศียรเดียว เป็นต้น บางองค์ประทับในอาคารโดยแกะสลักให้องค์พระอยู่ติดกับอาคารนั้น และส่วนมากนิยมให้มีฐานสูงเพื่อให้มีพื้นทีจารึกข้อความ และเพื่อให้ประดิษฐานมั่นคง


        อนึ่ง พระเจ้าไม้บางองค์มีอักษรที่จารึกที่ฐานกับพุทธลักษณ์ไม่สอดคล้องกัน เช่น อักษรเป็นไทใหญ่แต่พุทธลักษณ์เป็นพระเจ้าไม้ล้านนา หรือพุทธลักษณ์เป็นลื้อ แต่จารึกด้วยอักษรพม่า เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้การจะแบ่งพุทธลักษณ์ตามอักษรที่จารึกจึงไม่สามารถทำได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้แกะสลักพระเจ้าไม้เป็นช่างผู้ชำนาญและแกะขึ้นเพื่อให้คนเช่าบูชาหรือนำไปถวายตามแรงศรัทธา โดยที่คนจารึกกับคนแกะเป็นคนต่างกลุ่มต่างภาษากัน


        สำหรับการลงรักปิดทองล่องชาดนั้น พระเจ้าไม้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม นิยมลงรักปิดทองล่องชาด บางองค์ลงรักเพียงอย่างเดียว หรือลงรักแล้วก็ปิดทองคำเปลว มีบ้างที่ใช้ทองสีบรอนซ์ หรือใช้สีทาโบสถ์วิหาร สีน้ำมันก็มี


        การลงรักปิดทองล่องชาดนั้น แต่เดิมจะมีขั้นตอนอย่างไรไม่ปรากฏ จาการสอบถามจากผู้รู้บางท่านบอกขั้นตอนการทำดังนี้
        เมื่อตกแต่งองค์พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้รักผสมน้ำมันสนทาให้ทั่ว ปล่อยให้แห้ง จากนั้นลงรักอีกชั้นหนึ่งพอแห้งสนิทแล้วจึงใช้รักผสมกับชาด (คนล้านนาเรียกชาดว่า หาง) หรือใช้ชาดเพียงอย่างเดียว พอเกือบจะแห้งสนิทจึงปิดทองหรือทำได้โดยการผสมรักกับสมุก (สมุกคือเถ้าที่ได้จากการเผาใบลาน ใบตอง หญ้าคาหรืออื่นๆ) ทาให้ทั่งองค์ปล่อยไว้ให้แห้งแล้วขัดให้เรียบ เอารักผสมกับชาดลงอีกครั้งหนึ่งแล้วค่อยลงรักน้ำใส (ได้จากการลงรักแล้วกลองด้วยกระดาษสา) ทาทิ้งไว้จนเกือบแห้ง จึงค่อยปิดทองคำเปลว ความงามความประณีตจึงอยู่ในส่วนของการลงรักปิดทองล่องชาด คือนอกจากจะทำให้องค์พระสวยงามแล้ว ยังช่วยรักษาเนื้อไม้ให้ทนทานอีกด้วย


        สำหรับการสร้าง ฤกษ์ยามในการสร้างพระเจ้าไม้ เท่าที่สำรวจในเอกสารคัมภีร์ใบลาน ยังไม่พบว่ามีการกำหนดเวลาวันแรกสร้างหรือบอกมาตรส่วนในการสร้าง เท่าที่พบมีแต่การสร้างพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานหรือพระพุทธรูปโลหะสำคัญๆที่มีขนาดใหญ่ ในส่วนของพระเจ้าไม้นั้น ถ้าเป็นองค์หน้าตักขนาดใหญ่ก็น่าจะใช้ตามวิธีการดังกล่าว แต่ถ้าเป็นพระเจ้าไม้ขนาดเล็กก็คงอาศัยความชำนาญของช่างผู้แกะหรือผู้สะเหล่า กล่าวคือแกะได้เลย โดยมิต้องคำนวณตามมาตราส่วนให้ยุ่งยากดังนั้นจึงเป็นเหตุให้พระเจ้าไม้ส่วนมากมีสัดส่วนที่ไม่ลงตัวส่วนวันแรกสร้างนั้น ก็น่าจะนับเอาวันที่ถวายพระเจ้าไม้กับวัด


        ผู้เขียนได้มีโอกาสได้อ่านคำจารึกและได้ถ่ายภาพพระเจ้าไม้ที่พบตามวัดในเขตภาคเหนือ และที่เก็บสะสมเป็นสมบัติของบุคคลในช่วงเวลา ๖ เดือน (เดือนตุลาคาม พ.ศ.๒๕๓๘–มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙) พบประมาณ ๕๐๐ องค์ที่สำรวจพบแต่ไม่สามารถถ่ายภาพหรือได้อ่านคำจารึกมีอีกเป็นจำนวนมากหลายพันองค์ ที่อ่านคำจารึกแล้วนั้นมักมีอายุในการสร้างประมาณ ๗๐–๑๕๐ ปี และส่วนมากจะมีสภาพหักชำรุด เช่นบริเวณปลายนิ้ว แขน จมูก ยอดเมาลี เป็นต้น บางองค์ไม่สามารถกำหนดอายุการสร้างได้แน่นอนเนื่องจากคำจารึกลบเลือน ซึ่งอาจเกิดจากกาลเวลา บางองค์ทาสีทับข้อความ บางองค์มีพุทธลักษณ์สมส่วนสวยงามมาก บางองค์ก็แกะง่ายๆ เพียงเพื่อให้รู้ว่าเป็นพระพุทธรูปไม้เท่านั้น พระเจ้าไม้ในแต่ละพื้นที่ก็มีพุทธลักษณ์แตกต่างกันออกไป แสดงฝีมือช่างในแต่ละกลุ่ม และส่วนมากเป็นฝีมือช่างชาวบ้านที่แกะอย่างเรียบง่าย

 

 

คำจารึกฐานพระเจ้าไม้


        การจารึกข้อความที่ฐานพระเจ้าไม้มีอยู่ ๒วิธี คือวิธีแรกเมื่อเตรียมพื้นผิวที่ฐานไว้จนเรียบร้อยแล้วก็ลงรัก ลงชาด ปิดทอง ใช้หมึกที่มีสีตัดกับสีทอง เช่นสีดำ น้ำตาล หรือแดงเข้ม เขียนข้อความที่ต้องการ วิธีการดังกล่าวนี้หมึกมักจะลบเลือนง่าย วิธีการต่อมาใช้เหล็กจาร (เหล็กที่ใช้จารคำภีร์ใบลาน) จารึกข้อความบนพื้นผิวที่เตรียมไว้ วิธีการนี้จะได้ตัวอักษรคมชัดมาก เพราะสีดำของรักหรือสีแดงของชาดที่อยู่ลึกลงไปจะตัดกับสีทองของทองคำเปลวที่ปิดอยู่ส่วนบนสุดของพื้นผิว บางองค์ที่รักและชาดยังแห้งไม่สนิท รักและชาดจะไหลลบร่องที่จารึก ทำให้ตัวอักษรลบเลือนได้เช่นกัน


        การจารึกข้อความ ถ้าเตรียมพื้นที่ผิวฐานพระเจ้าไม้ไว้โดยรอบ จะจารึกตามเนื้อที่ทั้งหมด โดยเริ่มที่มุมบนสุดด้านขวาของฐานแล้วเขียนเวียนไปโดยรอบเป็นวงกลม เมื่อบรรจบตรงจุดเริ่มต้นก็จะเลื่อนลงมาอีกบรรทัดหนึ่งจนจบข้อความ แต่ถ้าเตรียมพื้นที่ผิวเฉพาะด้านหน้าจะจารึกเท่าที่เตรียมไว้ โดยเริ่มจากมุมบนสุดด้านขวาเช่นเดียวกันบางองค์แต่งฐานเป็นชั้นเป็นเชิง ปิดกระจกหรือลวดลายอื่นๆ อย่างพระเจ้าไม้ลื้อหรือพม่า ก็จะเตรียมพื้นที่จารึกไว้ที่ฐานด้านหลังความยาวของเนื้อหาที่จารึก ขนาดตัวอักษรกำหนดได้เหมาะสมกับองค์พระ ฐานพระเจ้าไม้ส่วนมากจึงไม่นิยมตกแต่งประดับประดา เพราะจะทำให้เสียพื้นที่การจารึกข้อความ สำหรับอักษรที่จารึกข้อความเหล่านั้น ที่พบมากที่สุดคืออักษรธรรมล้านนา หรือ ตัวเมือง บางท่านเรียก ตัวธรรมพระเจ้า นอกจากนี้ยังพบอักษรไทขึนที่ใช้ในเขตจังหวัดเชียงตุง สหภาพพม่า อักษรไทลื้อเก่าที่ใช้ในกลุ่มไทลื้อ และอักษรไทใหญ่ที่ใช้ในกลุ่มไทใหญ่


        ส่วนคำจารึกที่ฐานพระเจ้าไม้ ส่วนมากมีใจความเหมือนกันหรือคล้ายๆกันคล้ายกับเป็นขนบจารึก กล่าวคือมักมีข้อความบอกว่า วันเดือนปีที่สร้าง เจ้าศรัทธา หรือ นามผู้สร้างพร้อมคณะ สิ่งที่สร้าง เจตนาการสร้าง คำปราถนาของผู้สร้าง และคำบาลี ซึ่งมักเรียบเรียงลำดับเช่นนี้เสมอ เช่น

 

        “จุลสักกราชได้ ๑๒๙๒ ตัว ปลีกดสง้า เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พร่ำว่าได้ เมงวัน ๒ ยามกองงาย ปถมมูลสัทธาหมายมีน้อยสมเปนเคล้าพร้อมภริยาลูกเต้าซุคน ค็ได้ส้างพุทธรูปพิมพาสารูปเจ้าองค์ ๑ เพื่อว่าจักทานไว้ค้ำชูสาสนา ๕๐๐๐ พระวัสสา แล ขอหื้อได้สุข ๓ ประการอันมีนิพพานเป็นยอดแดเทิอะ นิพพานัง ปรมัง สุขัง”

 

อานิสงส์การสร้างพระเจ้าไม้


        อานิสงส์ หมายถึงผลของกุศลกรรม หรือประโยชน์อันจะได้รับจากการได้ทำบุญหรือได้สร้างประโยชน์ไว้ คนล้านนามีความเชื่อว่าการทำบุญทำกุศลอันมีเจตนาอันบริสุทธิ์ ย่อมจะได้รับผลของบุญนั้นตอบแทน แม้สิ่งที่ทำจะมีมูลค่าเล็กน้อยก็ตาม เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องอานิสงส์ต่างๆนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่งใดก็ตามที่ถวายเป็นพุทธบูชาหรือถวายไว้แก่พระศาสนาแล้วย่อมได้รักอานิสงส์ต่างๆเป็นอันมาก ดังนั้นจึงมีคัมภีร์เกี่ยวกับอานิสงส์ต่างๆ มากมาย เช่น อานิสงส์การทานทุง อานิสงส์ประทีป เป็นต้น
สำหรับอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูปไม้ มิได้แยกแยะตามชนิดของไม้อย่างละเอียดมีเพียงแต่กล่าวว่า สร้างด้วยไม้จะได้เสวยอานิสงส์ ๒๐ กัป สร้างด้วยไม้จันทร์และไม้มหาโพธิ์จะได้เสวยผละอานิสงส์ ๗๐ กัป และอาจจะได้เสวยผละอานิสงส์ อันหาที่สุดมิได

ที่มา
วิลักษณ์ ศรีป่าซาง, “พระเจ้าไม้,” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๘ : จัดพิมพ์เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ: บริษัท สยามเพรช แมเนจเม้นท์ จำกัด ๒๕๔๒. หน้า ๔๓๑๔–๔๓๒๑.
 

  ต่อไปนี้เป็นภาพ สุดยอดพระไม้ที่ ทาง พิพิทภัณฑ์  ดิสคอฟเวอร์รี่ไทยแลนด์ ได้สะสมไว้และนำมาแสดง

 
   
 
 

Copy-Right Discoverythailand.co.th 2006 Website designed by nokkiller@hotmail.com