ไม้ที่นำมาสร้างพระเจ้าคงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
ด้วยเห็นว่ามีไม้อยู่หลากหลายชนิด และไม้เหล่านั้นก็เป็นไม้มงคลทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นนามมงคล หรือมงคลตรงที่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม
จากการสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่านก็กล่าวพ้องกันว่า ใช้ไม้อะไรก็ได้
ขอให้แกะง่าย เท่านั้น พระเจ้าบางองค์ไม่สามารถบอกได้ว่าสร้างจากไม้อะไร
ส่วนในอานิสงส์การสร้างพระเจ้าที่ปรากฎในเอกสารคัมภีณ์ใบลานได้กล่าวถึงไม้ที่สร้างไว้อย่างกว้างๆ
ว่าเป็นลำไม้และที่เจาะจงชื่อก็มีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด
จึงอาจกล่าวได้ว่าไม้ที่ใช้สร้างพระเจ้านั้น เป็นไม้อะไรก็ได้
ขอให้เป็นไม้มงคลและสามารถสลักเป็นสารูปพระเจ้าได้ง่าก็พอ
เพราะถ้าจุดประสงค์การสร้างดี ทุกอย่างก็เป็นมงคลทั้งสิ้น
พุทธลักษณะพระเจ้าไม้ล้านนา
เกี่ยวกับพุทธลักษณะของพระเจ้าไม้ในล้านนานั้น นายศรีเลา เกษพรหม
นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ได้กล่าวว่ามีการกำหนดปางต่างๆ ของพระพุทธรูปโดยนิยมแบ่งตามอิริยาบทอย่างง่ายๆ
คือ พระเจ้ายืน (พระปางเสมอกัน) พระเจ้านั่งขัดสมาธิเพชร และนั่งพับพะแนงเชิง
(นั่งขัดสมาธิราบ) ปางชนะมาร และปางสมาธิ พระเจ้าเดินหรือเทสสันตรีมีลักษณะเช่นเดียวกันกับ
ปางลีลา ส่วนยอดพระเมาลีนั้นเป็น ๒ แบบ คือ แบบจิกใส้ปลา (เปลวเพลิง)
และจิกจี้ดอกบัว (ยอดดอกบัวตูม)
ในคำจารึกฐานพระเจ้าไม้ที่วัดหัวข่วงซึ่งสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๙
กล่าวเกี่ยวกับปางต่างๆ ของพระเจ้าไม้ว่า
ได้ริรังสร้างยังพระพุทธพิมพาสารูปเจ้าแล้วด้วยไม้จันทร์
อิริยาบถทั้ง ๔ คือว่า นั่ง นอน ยืน เทียว (เดิน)
อาจแบ่งพระเจ้าไม้ล้านนาเป็นกลุ่มใหญ่ๆตามพุทธลักษณ์ได้ ๔กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่
๑ พระเจ้าไม้ล้านนาช่างหลวง
หรือพระบูชาไม้แกะล้านนา
คำนี้เรียกตามคนในวงการพุทธพาณิชย์และการกำหนดการส่งพระเจ้าไม้เข้าประกวดของบุคคลในวงการพระเครื่องของชมรมพระเครื่องเชียงใหม่
บ้างก็เรียกรวมๆว่า พระเจ้าไม้ของเมือง หรือ พระเจ้าไม้ฝีมือช่างหลวง
ซึ่งเป็นพระเจ้าไม้ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธรูปโดยทั่วไป
องค์พระมีความสมบูรณ์สวยงามได้สัดส่วน
คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปพุทธศิลป์เชียงแสนหรือสุโขทัยมีทุกปางทุกขนาด
เน้นที่พระพักตร์ต้องสวยงาม บางองค์พระเนตรปิดกระจกสีหรือเปลือกหอย ตกแต่งฐานอย่งปราณีต
ลงรักและปิดทองล่องชาด ที่กล่าวกันว่าเป็นฝีมือช่างหลวงนั้น
อาจหมายถึงช่างที่คุ้มเจ้าในสมัยก่อนหรือหมายถึงช่างผู้มีฝีมือชำนาญในการแกะพระเจ้าโดยเฉพาะก็ได้
กลุ่มที่
๒ พระเจ้าไม้ล้านนาช่างราษฎร์
หรือ ช่างชาวบ้าน คำนี้เรียกกันโดยทั่วไป
หมายถึงพระเจ้าไม้ที่มีความงามด้อยกว่ากลุ่มที่ ๑ ความประณีต สัดส่วน
และการประดับประดาน้อยกว่า บางองค์แกะไม่ถูกต้องตามพุทธลักษณ์ เช่น
พระเจ้านั่งก็ซ้อนพระบาทผิดข้าง เป็นต้น ที่กล่าวว่าช่างราษฎร์นั้น
คงหมายถึงช่างชาวบ้านหรือช่างที่ขาดความชำนาญก็ได้
กลุ่ม
๓ พระเจ้าไม้ลื้อ
คำว่าลื้อนี้หมายถึงชนเผ่าไทลื้อ
ซึ่งเป็นคนไทกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในดินแดนสิบสองปันนาในประเทศจีนและที่อื่นๆในไทย
เช่นอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา อำเภอปัว จังหวัดน่าน
และชาวยองในลำพูนก็เป็นไทลื้อกลุ่มหนึ่งพระเจ้าไม้ลื้อน้เรียกรวมๆทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นของลื้อ
ยอง ขึน ไทใหญ่ มีทั้งที่มีทรงเครื่อง บางองค์สามารถถอดและประกอบได้
พระพักตร์ก้มต่ำลง ในวงการพระเครื่องเรียก พระเจ้าลื้อหน้าง่อมคอสั้น
เท่าที่พบจะเป็นปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร นิยมลงรักปิดทอง
พระเจ้าไม้ลื้อนี้บางท่านก็แยกเป็นพระเจ้าไม้ลื้อช่างหลวง
ถ้าเห็นว่าประณีตสวยงาม ส่วนที่ไม่ค่อยมีความประณีต ผิดสัดส่วน ก็เรียกว่า
พระเจ้าไม้ลื้อช่างราษฎร์
รายละเอียดบางองค์แกะพอได้เค้าว่าเป็นพระพุทธรูปเท่านั้นก็มี
บางองค์ก็เป็นเหมือนการใช้มีดขนาดใหญ่ถาก อย่างพระพุทธรูปที่เรียกกันว่า
พระเจ้าพร้าโต้ หรือ พระเจ้าปะหล่อง (ดูเพิ่มได้ที่ พระเจ้าพร้าโต้)
กลุ่มที่ ๔ พระเจ้าไม้พม่า
นิยมเรียกพระเจ้าที่แสดงออกซึ่งพุทธศิลป์พม่าตกแต่งด้วยกระจกสีตามองค์พระ
เช่นตามชายจีวรที่เป็นริ้วๆ เป็นต้น มีทุกปาง
ลงรักปิดทองล่องชาดที่แกะเป็นพุทธสาวก พระบัวเข็ม พระสิวลี ก็มี
การแบ่งพระเจ้าไม้ที่มิได้กล่าวโดยละเอียด
เนื่องจากความหลากหลายของพุทธลักษณ์
อีกทั้งจุดประสงค์ในการสร้างก็ด้วยความศรัทธาและใจอันเป็นกุศลเป็นที่ตั้ง
ซึ่งผู้ใดจะสร้างก็ได้ โดยไม่มีขนบในการสร้างที่เป็นมาตรฐาน
จึงเกิดความหลากหลายในพุทธลักษณ์ดังกล่าว
ดังพบว่าบางองค์ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของไม้
เช่นพระเจ้าไม้นาคปรกองค์หนึ่งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน
มีนาคเศียรเดียว เป็นต้น
บางองค์ประทับในอาคารโดยแกะสลักให้องค์พระอยู่ติดกับอาคารนั้น
และส่วนมากนิยมให้มีฐานสูงเพื่อให้มีพื้นทีจารึกข้อความ
และเพื่อให้ประดิษฐานมั่นคง
อนึ่ง
พระเจ้าไม้บางองค์มีอักษรที่จารึกที่ฐานกับพุทธลักษณ์ไม่สอดคล้องกัน เช่น
อักษรเป็นไทใหญ่แต่พุทธลักษณ์เป็นพระเจ้าไม้ล้านนา หรือพุทธลักษณ์เป็นลื้อ
แต่จารึกด้วยอักษรพม่า เป็นต้น
เมื่อเป็นเช่นนี้การจะแบ่งพุทธลักษณ์ตามอักษรที่จารึกจึงไม่สามารถทำได้
ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้แกะสลักพระเจ้าไม้เป็นช่างผู้ชำนาญและแกะขึ้นเพื่อให้คนเช่าบูชาหรือนำไปถวายตามแรงศรัทธา
โดยที่คนจารึกกับคนแกะเป็นคนต่างกลุ่มต่างภาษากัน
สำหรับการลงรักปิดทองล่องชาดนั้น พระเจ้าไม้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม
นิยมลงรักปิดทองล่องชาด บางองค์ลงรักเพียงอย่างเดียว
หรือลงรักแล้วก็ปิดทองคำเปลว มีบ้างที่ใช้ทองสีบรอนซ์ หรือใช้สีทาโบสถ์วิหาร
สีน้ำมันก็มี
การลงรักปิดทองล่องชาดนั้น แต่เดิมจะมีขั้นตอนอย่างไรไม่ปรากฏ
จาการสอบถามจากผู้รู้บางท่านบอกขั้นตอนการทำดังนี้
เมื่อตกแต่งองค์พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้รักผสมน้ำมันสนทาให้ทั่ว
ปล่อยให้แห้ง จากนั้นลงรักอีกชั้นหนึ่งพอแห้งสนิทแล้วจึงใช้รักผสมกับชาด
(คนล้านนาเรียกชาดว่า หาง) หรือใช้ชาดเพียงอย่างเดียว
พอเกือบจะแห้งสนิทจึงปิดทองหรือทำได้โดยการผสมรักกับสมุก
(สมุกคือเถ้าที่ได้จากการเผาใบลาน ใบตอง หญ้าคาหรืออื่นๆ)
ทาให้ทั่งองค์ปล่อยไว้ให้แห้งแล้วขัดให้เรียบ
เอารักผสมกับชาดลงอีกครั้งหนึ่งแล้วค่อยลงรักน้ำใส
(ได้จากการลงรักแล้วกลองด้วยกระดาษสา) ทาทิ้งไว้จนเกือบแห้ง
จึงค่อยปิดทองคำเปลว ความงามความประณีตจึงอยู่ในส่วนของการลงรักปิดทองล่องชาด
คือนอกจากจะทำให้องค์พระสวยงามแล้ว ยังช่วยรักษาเนื้อไม้ให้ทนทานอีกด้วย
สำหรับการสร้าง ฤกษ์ยามในการสร้างพระเจ้าไม้
เท่าที่สำรวจในเอกสารคัมภีร์ใบลาน
ยังไม่พบว่ามีการกำหนดเวลาวันแรกสร้างหรือบอกมาตรส่วนในการสร้าง
เท่าที่พบมีแต่การสร้างพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานหรือพระพุทธรูปโลหะสำคัญๆที่มีขนาดใหญ่
ในส่วนของพระเจ้าไม้นั้น
ถ้าเป็นองค์หน้าตักขนาดใหญ่ก็น่าจะใช้ตามวิธีการดังกล่าว
แต่ถ้าเป็นพระเจ้าไม้ขนาดเล็กก็คงอาศัยความชำนาญของช่างผู้แกะหรือผู้สะเหล่า
กล่าวคือแกะได้เลย
โดยมิต้องคำนวณตามมาตราส่วนให้ยุ่งยากดังนั้นจึงเป็นเหตุให้พระเจ้าไม้ส่วนมากมีสัดส่วนที่ไม่ลงตัวส่วนวันแรกสร้างนั้น
ก็น่าจะนับเอาวันที่ถวายพระเจ้าไม้กับวัด
ผู้เขียนได้มีโอกาสได้อ่านคำจารึกและได้ถ่ายภาพพระเจ้าไม้ที่พบตามวัดในเขตภาคเหนือ
และที่เก็บสะสมเป็นสมบัติของบุคคลในช่วงเวลา ๖ เดือน (เดือนตุลาคาม
พ.ศ.๒๕๓๘มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙) พบประมาณ ๕๐๐
องค์ที่สำรวจพบแต่ไม่สามารถถ่ายภาพหรือได้อ่านคำจารึกมีอีกเป็นจำนวนมากหลายพันองค์
ที่อ่านคำจารึกแล้วนั้นมักมีอายุในการสร้างประมาณ ๗๐๑๕๐ ปี
และส่วนมากจะมีสภาพหักชำรุด เช่นบริเวณปลายนิ้ว แขน จมูก ยอดเมาลี เป็นต้น
บางองค์ไม่สามารถกำหนดอายุการสร้างได้แน่นอนเนื่องจากคำจารึกลบเลือน
ซึ่งอาจเกิดจากกาลเวลา บางองค์ทาสีทับข้อความ
บางองค์มีพุทธลักษณ์สมส่วนสวยงามมาก บางองค์ก็แกะง่ายๆ
เพียงเพื่อให้รู้ว่าเป็นพระพุทธรูปไม้เท่านั้น
พระเจ้าไม้ในแต่ละพื้นที่ก็มีพุทธลักษณ์แตกต่างกันออกไป
แสดงฝีมือช่างในแต่ละกลุ่ม
และส่วนมากเป็นฝีมือช่างชาวบ้านที่แกะอย่างเรียบง่าย
คำจารึกฐานพระเจ้าไม้
การจารึกข้อความที่ฐานพระเจ้าไม้มีอยู่ ๒วิธี
คือวิธีแรกเมื่อเตรียมพื้นผิวที่ฐานไว้จนเรียบร้อยแล้วก็ลงรัก ลงชาด ปิดทอง
ใช้หมึกที่มีสีตัดกับสีทอง เช่นสีดำ น้ำตาล หรือแดงเข้ม
เขียนข้อความที่ต้องการ วิธีการดังกล่าวนี้หมึกมักจะลบเลือนง่าย
วิธีการต่อมาใช้เหล็กจาร (เหล็กที่ใช้จารคำภีร์ใบลาน)
จารึกข้อความบนพื้นผิวที่เตรียมไว้ วิธีการนี้จะได้ตัวอักษรคมชัดมาก
เพราะสีดำของรักหรือสีแดงของชาดที่อยู่ลึกลงไปจะตัดกับสีทองของทองคำเปลวที่ปิดอยู่ส่วนบนสุดของพื้นผิว
บางองค์ที่รักและชาดยังแห้งไม่สนิท รักและชาดจะไหลลบร่องที่จารึก
ทำให้ตัวอักษรลบเลือนได้เช่นกัน
การจารึกข้อความ ถ้าเตรียมพื้นที่ผิวฐานพระเจ้าไม้ไว้โดยรอบ
จะจารึกตามเนื้อที่ทั้งหมด
โดยเริ่มที่มุมบนสุดด้านขวาของฐานแล้วเขียนเวียนไปโดยรอบเป็นวงกลม
เมื่อบรรจบตรงจุดเริ่มต้นก็จะเลื่อนลงมาอีกบรรทัดหนึ่งจนจบข้อความ
แต่ถ้าเตรียมพื้นที่ผิวเฉพาะด้านหน้าจะจารึกเท่าที่เตรียมไว้
โดยเริ่มจากมุมบนสุดด้านขวาเช่นเดียวกันบางองค์แต่งฐานเป็นชั้นเป็นเชิง
ปิดกระจกหรือลวดลายอื่นๆ อย่างพระเจ้าไม้ลื้อหรือพม่า
ก็จะเตรียมพื้นที่จารึกไว้ที่ฐานด้านหลังความยาวของเนื้อหาที่จารึก
ขนาดตัวอักษรกำหนดได้เหมาะสมกับองค์พระ
ฐานพระเจ้าไม้ส่วนมากจึงไม่นิยมตกแต่งประดับประดา
เพราะจะทำให้เสียพื้นที่การจารึกข้อความ สำหรับอักษรที่จารึกข้อความเหล่านั้น
ที่พบมากที่สุดคืออักษรธรรมล้านนา หรือ ตัวเมือง บางท่านเรียก ตัวธรรมพระเจ้า
นอกจากนี้ยังพบอักษรไทขึนที่ใช้ในเขตจังหวัดเชียงตุง สหภาพพม่า
อักษรไทลื้อเก่าที่ใช้ในกลุ่มไทลื้อ และอักษรไทใหญ่ที่ใช้ในกลุ่มไทใหญ่
ส่วนคำจารึกที่ฐานพระเจ้าไม้
ส่วนมากมีใจความเหมือนกันหรือคล้ายๆกันคล้ายกับเป็นขนบจารึก
กล่าวคือมักมีข้อความบอกว่า
วันเดือนปีที่สร้าง เจ้าศรัทธา หรือ นามผู้สร้างพร้อมคณะ
สิ่งที่สร้าง เจตนาการสร้าง คำปราถนาของผู้สร้าง และคำบาลี
ซึ่งมักเรียบเรียงลำดับเช่นนี้เสมอ เช่น
จุลสักกราชได้
๑๒๙๒ ตัว ปลีกดสง้า เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พร่ำว่าได้ เมงวัน ๒ ยามกองงาย ปถมมูลสัทธาหมายมีน้อยสมเปนเคล้าพร้อมภริยาลูกเต้าซุคน
ค็ได้ส้างพุทธรูปพิมพาสารูปเจ้าองค์ ๑ เพื่อว่าจักทานไว้ค้ำชูสาสนา ๕๐๐๐ พระวัสสา
แล ขอหื้อได้สุข ๓ ประการอันมีนิพพานเป็นยอดแดเทิอะ นิพพานัง ปรมัง สุขัง
อานิสงส์การสร้างพระเจ้าไม้
อานิสงส์
หมายถึงผลของกุศลกรรม
หรือประโยชน์อันจะได้รับจากการได้ทำบุญหรือได้สร้างประโยชน์ไว้
คนล้านนามีความเชื่อว่าการทำบุญทำกุศลอันมีเจตนาอันบริสุทธิ์
ย่อมจะได้รับผลของบุญนั้นตอบแทน แม้สิ่งที่ทำจะมีมูลค่าเล็กน้อยก็ตาม
เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องอานิสงส์ต่างๆนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่งใดก็ตามที่ถวายเป็นพุทธบูชาหรือถวายไว้แก่พระศาสนาแล้วย่อมได้รักอานิสงส์ต่างๆเป็นอันมาก
ดังนั้นจึงมีคัมภีร์เกี่ยวกับอานิสงส์ต่างๆ มากมาย เช่น อานิสงส์การทานทุง
อานิสงส์ประทีป เป็นต้น
สำหรับอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูปไม้
มิได้แยกแยะตามชนิดของไม้อย่างละเอียดมีเพียงแต่กล่าวว่า
สร้างด้วยไม้จะได้เสวยอานิสงส์ ๒๐ กัป
สร้างด้วยไม้จันทร์และไม้มหาโพธิ์จะได้เสวยผละอานิสงส์ ๗๐ กัป
และอาจจะได้เสวยผละอานิสงส์ อันหาที่สุดมิได้
ที่มา
วิลักษณ์ ศรีป่าซาง, พระเจ้าไม้, สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๘ :
จัดพิมพ์เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒.
กรุงเทพฯ: บริษัท สยามเพรช แมเนจเม้นท์ จำกัด ๒๕๔๒. หน้า ๔๓๑๔๔๓๒๑.