แหล่งมรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
(การขุดค้น)
การรักษาและปกป้องสมบัติทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติโลก
เป็นความจำเป็น และเป็นภาระร่วมกันของมนุษยชาติทั่วโลก
องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติแบ่งมรดกโลกไว้เป็น
2
ประเภท คือ มรดกโลกทางวัฒนธรรม
เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และมรดกโลกทางธรรมชาติ
คือสภาพความสวยงามตามธรรมชาติต่าง ๆ
แหล่งมรดกโลก คือแหล่งต่าง ๆ ที่สอบผ่าน
มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการมรดกโลกได้วางไว้
และมีสิทธินำตราสัญลักษณ์มรดกโลกไปติดตั้งไว้
ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิ์ที่สำคัญคือ
จะเป็นสถานที่ที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี
ถูกต้องตามหลักวิชาการโดยองค์การยูเนสโก
แต่ในแง่ของการท่องเที่ยว
แหล่งมรดกโลกก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีระดับ
มีนักท่องเที่ยวผู้สนใจเดินทางมาท่องเที่ยวกันอย่างไม่ขาดระยะ
เป็นรายได้ทางการท่องเที่ยวที่เกิดแก่พื้นที่เจ้าของแหล่งมรดกโลกนั้น
ๆเป็นอย่างดี

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร
ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก
ประเภทมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อวันที่
12
ธันวาคม พ.ศ.
2534
เพราะเหตุที่มีโบราณสถานอันเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงออกถึงพัฒนาการทางด้านวัฒนธรรม
สังคม ศิลปกรรม และเทคนิควิทยาการในอดีตจำนวนมากมาย
ศิลาแลง หรือ
LATERITE
แกร่งกว่าอิฐ แต่ไม่แข็งเหมือนหิน
เพราะเป็นดินที่เผาไหม้ด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ
ไม่ใช่เผาด้วยฟืนด้วยไฟโดยน้ำมือมนุษย์
โบราณสถานใดสร้างด้วยหิน ท่านว่าจะคงทนยืนนานที่สุด
รองลงมาคือศิลาแลง และสุดท้ายคืออิฐ
พระราชวังไทยโบราณส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้
จึงไม่หลงเหลือร่องรอยใด ๆ ปรากฏให้คนไทยได้เห็น
คงได้แต่จินตนาการว่าหน้าตานิวาสถานของพระเจ้าแผ่นดินโบราณจะเป็นอย่างไร
ที่เมืองกำแพงเพชรวันนี้
โบราณสถานมากหลายถูกสร้างขึ้นด้วยศิลาแลง
จึงยังคงทนต่อการกัดกร่อนของลมฝนดินฟ้าอากาศ
โบราณสถานจำนวนมากจึงเหลืออยู่ให้ลูกหลานได้ชื่นชมมากมายหลายสิ่งหลายอย่างครับครันมากกว่าที่อื่น
ๆ ทั้งกำแพงเมือง ป้อมค่ายโบราณ คูเมือง วัด เทวรูป
กระทั่งพระเครื่อง
วันนี้ถ้าคุณยังไม่เคยไปเยี่ยมเยือนกำแพงเพชร
ลองแวะไปชมสักครั้ง
แล้วคุณจะพบว่าไม่มีที่ใดที่คุณจะจินตนาการถึงเมืองโบราณ
เมืองใหญ่ ๆ เมืองหนึ่งได้แจ่มชัดเท่ากับเมืองที่มีกำแพงแข็งแกร่งประดุจดังเพชรแห่งนี้...เมืองศิลาแลง
กำแพงเพชร

แหล่งศิลาแลงแห่งอรัญญิก
ด้วยองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญ คือ ออกไซด์ของเหล็ก
อะลูมิเนียม และซิลิคอน ศิลาแลงจึงแข็งแกร่งกว่าดินทั่ว ๆ
ไป และแข็งแกร่งกว่าอิฐที่เป็นดินเผาไฟ
ดินชนิดนี้พบได้ในบริเวณป่าเขตร้อนที่มีฝนตกชุก
เมื่อนำขึ้นจากใต้พื้นดินใหม่ ๆ
จะอ่อนจนสามารถตัดแต่งเป็นรูปร่างต่าง ๆได้
แต่เมื่อถูกอากาศนาน ๆ เข้าก็จะค่อย ๆ แข็งกระด้าง
เกิดรูพรุน และคงรูปร่างอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานนับพันปี
คนไทยเรารู้จักที่จะนำศิลาแลงขึ้นมาจากให้พื้นดิน
มาตัดสร้างจำหลักเป็นโกลน
หรือเป็นแกนกลางของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
มาตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย โดยเฉพาะเมืองกำแพงเพชร
ที่เขตอรัญญิก แหล่งศิลาแลงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ
แทบจะใจกลางเมืองกำแพงเพชร
ด้วยความสะดวกตรงพื้นที่นี้จึงมีการจัดสร้างวัดวาอารามขึ้นหลายแห่ง
เกือบจะ
30
แห่งในพื้นที่กว้างแค่ไม่เกิน
100
ไร่ การก่อสร้างคือขุดเอาศิลาแลงจำหลักให้เป็นรูปร่างต่าง
ๆ เรียงซ้อนกัน
หรือต่อกันไปเป็นรูปร่างเรียบร้อยก็พอดีแข็งตัว
โบกปูนทับ จำหลักลวดลาย ระบายสีหรือลงรักปิดทอง
เท่านั้นนั้นก็เรียบร้อย
วัดวาอารามมากมายจึงเกิดขึ้นที่เขตอรัญญิก
เพราะการก่อสร้างต่าง ๆ ทำได้โดยง่าย
ด้วยแหล่งศิลาแลงอยู่ให้เนินอรัญญิกนั่นเอง

เมืองโบราณ ก่อนจะเป็นกำแพงเพชร
กำแพงเพชรจากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า
มีการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ประมาณ
4,000-6,000
ปีมาแล้ว ที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี
อำเภอที่ติดอันดับชื่อยาวที่สุดในประเทศไทย
พบหลักฐานการอยู่อาศัยที่แหล่งโบราณคดีบ้านคลองเมือง
โดยหลักฐานสำคัญที่ค้นพบ ได้แก่ เครื่องมือหินขัดต่าง ๆ
เครื่องประดับและเครื่องปั้นดินเผา และยังมีแหล่งอื่น ๆ
อีก เช่น ที่กิ่งอำเภอบึงสามัคคี อำเภอคลองขลุง
หลักฐานดังกล่าวแสดงว่า
ในอดีตอันไกลโพ้นมีมนุษย์มาอาศัยอยู่ ณ
ที่แห่งนี้แล้วนานแสนนาน

ก่อนช่วงเวลาที่กรุงสุโขทัยจะขึ้นมามีอำนาจรวบรวมบ้านเมืองและคนไทยให้เป็นปึกแผ่น
พื้นที่แถบจังหวัดกำแพงเพชรมีความสำคัญในด้านการคมนาคมค้าชาย
คือเป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างเขตที่ราบและเขตภูเขาสูง
บริเวณนี้จึงมีความสำคัญในการเป็นจุดแวะพักปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า
จากการขนส่งด้วยเรือในที่ราบ
เป็นการขนส่งด้วยสัตว์พาหนะในเขตภูเขาสูง
ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ดังกล่าว
จึงเอื้ออำนวยให้เกิดเปล่งชุมชนรวบรวมกันเข้าเป็นบ้านเป็นเมืองหลายแห่งในพื้นที่ติด
ๆ กัน อันได้แก่ เมืองนครชุม เมืองไตรตรึงษ์
เมืองเทพนคร และเมืองคณฑี เป็นต้น เมืองต่าง ๆ
เหล่านี้ มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ
จะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง และสามารถติดต่อกับชุมชนอื่น
ๆ โดยทางน้ำได้สะดวก
หลักฐานทางโบราณคดีในบริเวณดังกล่าว
มีการขุดค้นพบลูกปัดแก้ว ตะเกียงดินเผา อุปกรณ์ปั่นด้าย
และเศษแร่จากการถลุงโลหะเป็นต้น

กำแพงเพชร ยุคสุโขทัย
เมืองแห่งศาสนาและศิลปกรรม
หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรอันแสดงถึงการเป็นบ้านเป็นเมืองของกำแพงเพชรเริ่มขึ้นในสมัยสุโขทัย
ศิลาจารึกหลักที่
3
หรือจารึกนครชุมกล่าวว่า
ในราวพุทธศักราชที่
1900
พระมหาธรรมราชาลิไทได้เสด็จมายังเมืองกำแพงเพชรเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
และปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ในเมืองนครชุม
ซึ่งตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง
คนละฟากแม่น้ำกับเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน
แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองนครชุม
ซึ่งพระมหาธรรมราชาลิไททรงวางเจตนาจะให้เป็นเมืองศูนย์กลางพระพุทธศาสนาทางด้านใต้ของกรุงสุโขทัย
ปัจจุบันเมืองนครชุมยังคงมีหลักฐานปรากฏเป็นสิ่งก่อสร้างต่ง
ๆ มากมายในพื้นที่ที่ปัจจุบันเรียกกันว่าทุ่งเศรษฐี
ดังมีวัดที่สำคัญ ๆ คือ วัดซุ้มกอ วัดหนองพิกุล
วัดหนองยายช่วย วัดเจดีย์กลางทุ่ง เป็นต้น
บริเวณที่เรียกกันว่าทุ่งเศรษฐีนี้แหละ
ที่มีการค้นพบกรุพระเครื่องชื่อดัง
พระเครื่องชุดกำแพงและชุดซุ้มกอที่เลื่องชื่อลือนาม

เมื่อสิ้นพระมหาธรรมราชาลิไท เมืองต่าง ๆ
ในอำนาจของสุโขทัยก็แตกแยก
เข้าใจว่าในระยะนี้ที่เมืองกำแพงเพชรได้ถูกสร้างขึ้นโดยความสนับสนุนอย่างไม่เปิดเผยของกรุงศรีอยุธยา
การเติบใหญ่ขึ้นของกำแพงเพชรลดบทบาทของเมืองนครชุมลงจนกลายเป็นเมืองเล็ก
ในขณะที่กำแพงเพชรก็ต้องดำรงตนอยู่ระหว่างการแข่งขันกันของสองมหาอำนาจใหญ่
คือ กรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ศิลาจารึกหลักที่
38
หรือจารึกกฏหมายลักษณะโจร
กล่าวพระนามจักรพรรดิราชได้ขึ้นครองเมืองกำแพงเพชรใน พ.ศ.
1940
และศิลาจารึกหลักที่
46
จารึกวัดตาเถรขึงหนังได้กล่าวถึงพระมหาธรรมราชา
โอรสองค์หนึ่งของพระมหาธรรมราชาลิไท
ได้นิมนต์พระเถระผู้ใหญ่มาจากเมืองกำแพงเพชรเพื่ออำนวยการสร้างวัดในกรุงสุโขทัย
ชี้ให้เห็นว่า
สุโขทัยเองก็ยอมรับในพัฒนาการของเมืองกำแพงเพชร
และยอมรับบทบาทของกำแพงเพชรในฐานะเมืองสำคัญทางด้านการศาสนาและศิลปกรรม

จารึกลานเงิน วัดพระยืน
ในเขตอรัญญิก
เมืองกำแพงเพชรกล่าวถึงเจ้าเมืองกำแพงเพชรชื่อพระยาสอย
ตรงกับหลักฐานพงศาวดารกรุงศรีอยธยา
ที่กล่าวถึงเจ้าเมืองกำแพงเพชรในสมัยเดียวกันว่าชื่อ
พญาแสนสอยดาว จากหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรต่าง ๆ
ดังกล่าว
จึงทำให้ประเมินสถานภาพของเมืองกำแพงเพชรในสมัยปลายกรุงสุโขทัย
หลังสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทได้ว่าเป็นเมืองที่รุ่งเรือง
มีศิลปกรรมการก่อสร้างที่งดงาม
และเป็นเมืองสำคัญทางพระพุทธศาสนา

กำแพงเพชร
ยุคศรีอยุธยา เมืองหน้าด่าน ฐานกำลังรบพม่า รบเชียงใหม่
เมื่อกรุงสุโขทัยสิ้นอำนาจ
กรุงศรีอยุธยาก็ขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจในแผ่นดินลุ่มเจ้าพระยา
และกำแพงเพชรก็ต้องยอมสยบต่ออำนาจของกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงจัดการปกครองใหม่
โดยโปรดให้กำแพงเพชรอยู่นฐานะเมืองพระยามหานคร
เช่นเดียวกับเมืองพิษณุโลก ศรีสัชนาลัย เละสุโขทัย
ในยุคนี้กำแพงเพชรยังมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงศรีอยุธยาในการทำสงครามกับอณาจักรล้านนาและพม่าด้วย

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวว่า
ในปี พ.ศ.
2004
พระยาเชลียงนำทัพพระเจ้าติโลกราช เจ้าเมืองเชียงใหม่
จะเอาเมืองพิษณุโลก เข้าปล้นเมืองเป็นสามารถ
มิได้เมืองจึงย้ายทัพจะไปเอาเมืองกำแพงเพชร
เข้าปล้นเมืองถึงเจ็ดวันก็ยังไม่ได้เมือง
จึงต้องจำใจยกทัพกลับเชียงใหม่

จะเห็นได้ว่าในยุคของกรุงศรีอยุธบา
บทบาทของกำแพงเพชรได้ถูกปรับใหม่
จากเมืองที่มีความสำคัญทางการศาสนาและศิลปกรรม
กลายเป็นเมืองหน้าด่านทางการทหาร
ด้านหนึ่งเป็นฐานสำหรับรบกับเชียงใหม่
และในอีกด้านหนึ่งเป็นฐานสำหรับรบกับพม่า
การเป็นฐานนี้เป็นทั้งฐานการรุกและฐานการรับ
กำแพงเพชรได้ทำหน้าที่ทางการทหารนี้มาตลอดยุคกรุงศรีอยุธยาได้ช่วยรบในศึกสงครามต่าง
ๆ หลายครั้งคราว

แต่แม้จะมีบทบาทสำคัญในเรื่องการรบ
ทางด้านการศาสนาและศิลปกรรมการก่อสร้าง
เจ้าเมืองกำแพงเพชรที่สืบต่อกันมาก็มิได้ทอดทิ้ง
ทำให้กำแพงเพชรมีวิวัฒนาการทางด้านศิลปกรรมการก่อสร้างที่เอกลักษณ์เฉพาะตนโดดเด่นเป็นของตนเองอย่างที่ไม่มีเมืองอื่นใดในยุคเดียวกันจะเสมอเหมือน
ศิลปกรรมแบบเฉพาะของเมืองกำแพงเพชรมีลักษณะคล้ายศิลปกรรมของสุโขทัย
แต่ก็มีวิวัฒนาการที่แปลกออกไปจนจัดได้ว่าเป็นสกุลช่างไทยอีกสกุลช่างหนึ่งได้เลยทีเดียว
รูปลักษณ์เมืองกำแพงเพชรโบราณ
จุดเด่นที่สุดของเมืองกำแพงเพชร
นอกจากความมีสกุลช่างเป็นของตนเองแล้ว
ความคงอยู่ของโบราณสถานต่าง ๆ ก็มีความสำคัญ
ที่กำแพงเพชร องคาพยพต่าง
ๆของเมืองทั้งเมืองแทบจะยังอยู่ครบ
ถ้ามีเวลาท่องเที่ยวชมเมืองกันให้ละเอียด
นักท่องเที่ยวจะสามารถจินตนาการได้อย่างแจ่มชัดถึงความเป็นไปทั้งหมดของเมืองใหญ่
ๆ เมืองหนึ่ง
ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องให้เครดิตเป็นพิเศษแก่ความเป็นมรดกโลกของเมือง
และที่สำคัญคือหน่วยงานอุทยานประวัติศาสตร์ของกำแพงเพชรเอง
เมืองกำแพงเพชรเก่ามีลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู
วางตัวเป็นแนวยาวขนานไปกับลำน้ำปิง
(ในปัจจุบันแนวกำแพงเมืองเก่ายังคงเหลือให้เห็นร่องรอยได้อย่างชัดแจ้ง)
กำแพงเมืองเดิมมีลักษณะเป็นคูน้ำคันดินสามชั้น
ต่อมาได้มีการสร้างใหม่
พัฒนาให้กำแพงเมืองชั้นในเป็นกำแพงก่อศิลาแลง
มีชั้นเชิงเทิน ตอนบนก่อเป็นรูปใบเสมาและป้อมประตูโดยรอบ
กำแพงเมืองมีประตูเข้าออกรวม
10
ประตู ได้แก่ ประตูน้ำอ้อย
ประตูบ้านโนน ประตูดั้น ประตูพระอินทร์ ประตูหัวเมือง
ประตูผี ประตูสะพานโคม ประตูวัดช้าง ประตูเตาอิฐ
และประตูท้ายเมือง
กำแพงเมืองกำแพงเพชรนี้เข้าใจว่าจะสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกสาถทรงสร้างป้อมค่ายคูประตูหอรบไว้ในหลาย
ๆ เมืองเพื่อรับศึกสำคัญคือศึกพม่า
รวมทั้งที่เมืองกำแพงเพชรนี้ด้วย
นอกจากประตูเข้าออกแล้ว
ทุกด้านยังมีป้อมปราการ
ทั้งป้อมบนกำแพงเมืองและป้อมบนประตูเมือง
ในปัจจุบันยังคงเหลือสภาพให้เห็นชัดอยู่ถึง
9
ป้อม ได้แก่ ป้อมมุมเมือง
3
ป้อม ป้อมเจ้าจันทร์ ป้อมเจ้าอินทร์
ป้อมเพชร ป้อมประตูวัดช้าง ป้อมประตูเตาอิฐ
และป้อมประตูบ้านโนน นอกจากป้อมและกำแพง
ส่วนหัวใจของกำแพงเพชรก็คือ วัดและวัง
แต่วังของเมืองกำแพงเพชรก็เป็นเช่นเดียวกับวัดและวังในประวัติศาสตร์ไทยและประเทศเพื่อนบ้านคือ
วังมักจะสร้างขึ้นเป็นหมู่พระที่นั่งไม้
สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมการสร้างบ้านไทย
ดังนั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไป
บ้านไม้จึงชำรุดทรุดโทรมลงจนไม่เห็นซาก
เชื่อกันว่าบริเวณที่เป็นวังของเมืองกำแพงเพชร
คือบริเวณที่เรียกกันว่าสระมน
ตั้งอยู่ประชิดติดกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ
ลักษณะผังบริเวณเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยคูน้ำและคันดินกั้น คือ
เขตชั้นนอกและชั้นใน ตามแบบวังโบราณ
จากการขุดค้นทางโบราณคดี
ได้พบฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลงมีกระเบื้องมุงหลังคาเป็นเศษหักพังเป็นจำนวนมาก
จึงสันนิษฐานได้ว่า แต่เดิมสิ่งปลูกสร้างเป็นไม้
หลังคากระเบื้อง นอกจากนั้น ยังพบเครื่องสังคโลก
เครื่องเคลือบต่าง ๆ อีกจำนวนมาก
จากหลักฐานต่าง ๆ
ดังกล่าว
จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณที่เรียกว่าสระมนนี้คือส่วนพระราชวังเดิมของเมืองกำแพงเพชร
สิ่งสนับสนุนความเป็นวังของบริเวณสระมนก็คือ
พื้นที่ติดกันที่มีโบราณสถานบอกชัดว่าเป็นวัด
และน่าจะเป็นวัดในวังที่ไม่มีพระภิกษุอาศัยอยู่
ลักษณะความเชื่อตามหลักนิยมของไทยเปี๊ยบ คือ
เมื่อมีวังก็ต้องมีวัด
ไว้สำหรับให้เจ้าเมืองประกอบศาสนกิจ
และต้องเป็นวัดขนาดใหญ่ที่ไม่มีเขตสังฆาวาส
คือไม่มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่

วัดพระแก้วคือวัดในวังนั้น
ขนาดของวัดพระแก้วเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกำแพงเพชร
ขอบเขตของวัดขนานกับแนวกำแพงเมืองด้านทิศใต้
มีกำแพงศิลาแลงแสดงชัดเจนว่า
วัดพระแก้วไม่ได้ก่อสร้างในสมัยเดียว
แต่มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาในแต่ละยุคสมัย
ภายในวัดพระแก้วมีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
ที่ได้รับการบูรณะเรียบร้อยมากหลาย แบ่งออกเป็นกลุ่มต่าง
ๆ เช่น กลุ่มพระอุโบสถ วิหารและเจดีย์ต่าง ๆ
แต่สิ่งที่น่าชมที่สุดของวัดพระแก้วแห่งนี้ก็คือ
สิ่งก่อสร้างในยุคสุโขทัย ได้แก่พระวิหาร
ที่ในวันนี้มีพระพุทธรูปนั่งและนอนองค์ใหญ่ประดิษฐานตากแดดตากฝนอยู่
3
องค์ด้วยกัน เป็นพระพุทธรูปนั่ง
2
องค์ และนอน
1
องค์ ทุกวันตรงหน้าพระพุทธรูป ณ
จุดนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะและชึ่นชมความงามของศิลปกรรมกำแพงเพชรจนแทบจะกล่าวได้ว่า
พระพุทธรูปสามองค์นี้แหละที่เป็นไฮไลต์ของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรไปแล้ว
สิ่งที่น่าชมอีกอย่างหนึ่งของวัดพระแก้วนี้ก็คือ
ที่เจดีย์ช้างเผือก
อันเป็นเจดีย์ทรงระฆังฐานสี่เหลี่ยมประดับช้างปูนปั้นเป็นรูปช้างล้อมถึง
32
ตัว
ช้างล้อมที่ตรงนี้ยังมีช้างตัวที่ได้รับการบูรณะจนเห็นรูปลักษณ์ของช่างศิลปะกำแพงเพชรที่เกือบสมบูรณ์
ปรากฏอยู่เพียงแห่งเดียวในกำแพงเพชร
เพราะส่วนใหญ่ช้างล้อมในลักษณะนี้จะหักพังไปหมด ดังนั้น
นอกจากพระพุทธรูป
3
องค์ที่กล่าวถึงมาแล้ว เมื่อมาถึงวัด ใคร
ๆ จึงพากันมาดูช้างล้อมที่นี่อีกแห่งหนึ่ง

ชื่อของวัดพระแก้วเป็นชื่อใหม่ที่รัชกาลที่
6
พระราชทานเมื่อเสด็จมาประพาสกำแพงเพชร
โดยอาศัยเค้าเงื่อนจากตำนานพระแก้วมรกต
ที่สมัยหนึ่งได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดแห่งนี้
เมื่อไม่สามารถสืบค้นถึงชื่อดั้งเดิมของวัดแห่งนี้ได้
รัชกาลที่
6
จึงทรงขนานนามวัดนี้ว่าวัดพระแก้ว
ดังตำนานพระแก้วมรกตที่มีมาแต่ดั้งเดิมนั้น
สิ่งที่น่าชมในเขตกำแพงเมืองยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง
อย่างเช่นที่วัดมหาธาตุด้านหน้า ส่วนที่น่าชมที่สุดก็คือ
องค์เจดีย์ประธานที่มีลักษณะสูงสง่าเป็นระฆังคว่ำ
ที่ออกแนวชะลูดสูงหล่อ
ไม่เหมือนระฆังคว่ำทรงลังกาแบบพระปฐมเจดีย์
ที่จะออกล่ำเตี้ย
หรือระฆังคว่ำขององค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช
ที่ก็ยังสูงล่ำบึ้ก
กระทั่งองค์เจดีย์ทองในวัดพระแก้วกรุงเทพฯ ก็ดูล่ำบึ้กกว่า
แต่ที่กำแพงเพชรนี้แม้จะเหลือเพียงซากอิฐซากปูน
ก็เห็นได้ชัดถึงความสูงหล่อ อันบ่งบองชัดถึงศิลปกรรมการก่อสร้างแบบกำแพงเพชร
ที่มีความแตกต่างจนเป็นอีกสกุลช่างหนึ่งของไทยได้อย่างชัดเจน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
กำแพงเพชร ก็เป็นอีกที่หนึ่งซึ่งน่าแวะไปชม และไฮไลต์ที่เป็น
THE MUST
ที่สุดก็ได้แก่
องค์ประติมากรรมสำริดรูปพระอิศวรซึ่งจำลองมาจากองค์จริงที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
กำแพงเพชร
มีประวัติว่าขุดค้นพบได้จากศาลพระอิศวรภายในเมือง เป็นเทวรูปสำริดที่แทบจะสมบูรณ์สวยงามที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทยเลยทีเดียว
เทวรูปองค์นี้เคยถูกขโมยตัดแบ่งชิ้นส่วนไปใกล้จะออกนอกประเทศอยู่แล้ว
แต่โชคดีที่ทางการไทยจับได้เสียก่อน
มิฉะนั้นแล้วสมบัติที่สวยงามของชาติก็จะสูญเสียไปอีกชิ้นหนึ่งเหมือนกับชิ้นอื่น
ๆ ที่จะต้องเรียกคืน หรือขอคืนมาอีกมากมาย

40
กว่าวัดที่อรัญญิก
และสิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งสำหรับเมืองกำแพงเพชรก็คือ
เขตอรัญญิก ซึ่งเป็นเนินเขาลูกเล็ก ๆ นอกเมือง
บนเนินเขาแห่งนี้เกือบตลอดทั้งเนินใต้ดินเป็นแหล่งศิลาแลงขนาดใหญ่
บนเนินดินจัดสร้างเป็นวัดต่าง ๆ เรียงรายมากมายถึงประมาณ
40
กว่าวัด
เรียกว่ากำแพงวัดชนกำแพงวัดเลยทีเดียว
ไม่มีใครทราบว่ามีเหตุพิเศษอันใดหรือไม่
จึงทำให้มีการสร้างวัดขึ้นมากมายที่อรัญญิก
หรือเป็นเพียงเพราะว่าที่นี่มีศิลาแลงเหลือเฟือ
อย่างไรก็ตาม
การมีวัดมากมายในเขตอรัญญิกย่อมแสดงให้เห็นชัดว่าศาสนาพุทธรุ่งเรืองมากในเมืองกำแพงเพชรนี้
 |
|
พระซุ้มกอหนึ่งในพระเครื่องที่พบที่กรุทุ่งเศรษฐีมากว่า
100 ปีล่วงมาแล้ว |
มีวัดขนาดใหญ่มากมายหลายแห่ง
และแม้จะเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ได้รับการบูรณะเป็นอย่างดีตามหลักวิชาการแล้ว
ก็เห็นได้ชัดว่าในอดีตจะต้องเป็นวัดที่สวยงามอย่างแน่นอน
วัดเหล่านี้ต่างก็มีจุดเด่นเป็นรูปแบบเฉพาะของตัวเอง
เมื่อนักท่องเที่ยวได้เดินทางมาจนถึงเมืองกำแพงเพชรแห่งนี้แล้ว
ควรมีเวลาอย่างน้อย ๆ สักครึ่งวันเพื่อเดินชมวัดสวย ๆ ต่าง
ๆ เหล่านี้
วัดพระนอน
วัดนี้มีขนาดสูงใหญ่มาก
ในพระวิหารประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่
ซึ่งถึงวันนี้ก็ปรักหักพังจนแทบไม่เหลือรูปทรง
แต่สิ่งที่น่ามหัศจรรย์มากนี้ก็คือ เสาศิลาแลงของวิหาร
ที่แสดงให้เห็นชัดถึงความสามารถทางช่างที่สามารถนำเอาศิลาแลงทั้งแท่งขนาดใหญ่โตมหึมา
กว้างด้านละ
1
เมตรเศษ สูงประมาณ
5
เมตร แท่งเดียวไม่มีรอยต่อ
มาทำเป็นต้นเสาค้ำยันพระอุโบสถได้ คิดดูเล่น ๆ
ว่าเสาหินแท่งมหึมาขนาดนี้แท่งเดียว แค่จะยกชี้นจากหลุมยังลำบาก
นี่ยกมาทำเสาวิหารเสียเลย

วัดพระสี่อิริยาบถ
แทบจะเป็นที่มีคนรู้จักมากที่สุด
ค่าที่ในวิหารมีสิ่งประหลาดเป็นพระพุทธรูปประธาน
4
ด้าน ด้านละปาง
แต่เกือบทุกปางชำรุดเสียหายไปเกือบหมด
คงเหลือแต่ทางด้านทิศตะวันตกที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน
องค์พระพุทธรูปยังคงยืนอยู่ที่นั้นให้ประจักษ์ชัดถึงศิลปะการจัดสร้างพระพุทธรูปสกุลช่างกำแพงเพชรที่ไม่เหมือนที่อื่น
ๆ วัดช้างรอบ
ตั้งอยู่บนส่วนสูงสุดยอดของเนินอรัญญิก
ส่วนสำคัญที่สุดคือองค์เจดีย์ประธานที่จัดสร้างให้มีงานศิลปะปูนปั้นรูปช้างครึ่งตัว
68
ตัว โดยรอบฐานองค์เจดีย์
ช้างเหล่านี้มีการประดับลวดลายมากมาย
เห็นได้ชัดว่ามีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดาย
ว่ากาลเวลาได้ทำให้ความสวยงามเหล่านั้นสูญสลายไปแล้วแทบหมดสิ้น
วัดอาวาสใหญ่ ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของอรัญญิก
วัดนี้เป็นวัดขนาดใหญ่มาก
และเชื่อกันว่าเป็นวัดที่เจ้าอาวาสใหญ่ฝ่ายอรัญวาสีในสมัยก่อนจำพรรษาอยู่
ภายในวัดจึงเรียงรายด้วยสิ่งก่อสร้างที่เห็นชัดว่าเป็นกุฏิต่าง
ๆ มากมายกว่า
30
แห่ง
ยังมีวัดสวยงานต่าง
ๆอีกมากมายในเขตอรัญญิกนี้ เช่น วัดสิงห์ วัดกำแพงงาม
วัดฆ้องชัย วัดนาคเจ็ดเศียร เป็นต้น
ชื่อของวัดแต่ละวัดนี้
ความจริงไม่ใช่ชื่อเดิมแต่เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่ตามสิ่งที่ได้ถูกขุดค้นพบในสมัยปัจจุบัน
หรือตั้งตามเหตุอื่น ๆ
ยังไม่มีใครกล้าฟันธงให้คำตอบได้ว่า
เหตุใดที่อรัญญิกจึงมีการสร้างวัดมากมาย
จะเพราะแค่มีแหล่งศิลาแลงอยู่ใต้วัดเป็นจำนวนมากใช่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม
การมีวัดมากมายในเขตอรัญญิกย่อมแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาของยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

กำแพงเพชรวันนี้
กำแพงเพชรวันนี้
การขุดแต่งโบราณสถานจัดการได้อย่างเรียบร้อยสวยงาม
การขุดแต่งดังกล่าวทำให้พบองคาพยพต่าง
ๆของเมืองได้อย่างชัดเจน กระทั่งอาจกล่าวได้ว่า
กำแพงเพชรเป็นเมืองที่มีซากโบราณสถานที่เปรียบเสมือนยังมีลมหายใจอยู่แล้วเป็นจำนวนมากแห่งที่สุด
โบราณสถานเหล่านี้จะสามารถช่วยเติมเต็มความคิดและจินตนาการให้แก่ผู้มาเยือนได้ว่า
กำแพงเพชรในอดีตนั้นสวยงามแค่ไหน
แต่ถึงกระนั้น
ในวันนี้ผู้มาเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพขรก็มีไม่มากนัก
เนื่องจากการคมนาคมที่นำสู่เมืองกำแพงเพชรนั้นอ้อมออกไปไกลเมือง
ตัดตรงขึ้นไปยังเชียงใหม่
ทำให้เมืองกำแพงเพชรเป็นเพียงเมืองผ่าน อีกประการหนึ่ง
แหล่งที่พักของกำแพงเพชรก็ยังมีปัญหาอยู่
ที่พักที่ดีที่สุดในวันนี้ระดับเพียงแค่สามดาวของที่อื่น
ๆ แต่ทั้งนี้ก็ชดเชยด้วยแหล่งพักประเภทรีสอร์ตริมแม่น้ำปิงที่สุดแสนจะโรแมนติก
เทคโนรีสอร์ต และที่อื่น ๆ อีกมากมาย
ไปเที่ยวกำแพงเพขรกันเถิดครับ
ไปชมความเป็นมาของเมือง ดูองคาพยพต่าง ๆ
ของเมืองให้ละเอียดโดยรอบไปแล้ว
คุณจะทึ่งว่าทำไมช่างมีอะไรเหลืออยู่อย่างมากมาย
มากมายจริง ๆ ยืนยันครับว่าไม่มีที่ไหนนอกจาก กทม.
ที่องคาพยพของเมืองเก่าต่าง ๆ
ยังอยู่ครบครันมากมายเท่ากับที่เมืองกำแพงเพชรแห่งนี้
สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดที่คุณ ๆ จะได้พบเหล่านี้แหละ
ที่จะช่วยให้สามารถจินตนาการหลับตานึกภาพเมืองเก่าของกำแพงเพชรได้เป็นอย่างดีทีเดียว