ทความคุณภาพ ร้อน ร้อน ต้อนรับลมหนาว ไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน " พระพุทธเจ้าประสูติที่เนปาลจริงหรือ " เขียนโดย ศจ ดร.ทางโบราณคดีชื่อดัง ไม่อ่านไม่ได้แล้ว ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น   Click!!
  บทความน่าอ่าน      
     
 
   
     
     
  Logo Design  
   Hit Counter for our visiter  

 

แขวนพระขุนแผนเที่ยวเมืองมะละแหม่ง กับ นก สุโขทัย... 

สิ้นปีนี้ไม่มีเวลาเที่ยวเลยรถราเยอะครับ แขวนพระดีๆก็ยังไม่กล้าเสี่ยงด้วยว่าต้องกระเตงลูกๆไปเที่ยวด้วยเลยกำหนดเอาวันศุกรที่ 4 มกราคม เป็นวันที่ออกเดินทาง ไปเที่ยวบ้านคุณย่าทวดที่ จังหวัดเชียงราย อากาศที่หนาวมากอุณหภูมิราว 15 องศาเซลเซียสทำให้ผมต้องเตรียมเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์กันเพียบเรียกว่าร้านเสื้อผ้ากันหนาวเห็นแล้วอาจหลบวูบเลย ออกจากบ้านที่ศรีสัชนาลัยราว เที่ยงกว่าถึงตัวเมืองเชียงรายราว 6โมงเย็นพักนอนที่เชียงราย 1คืนที่บ้านคุณยาย ตื่นเช้ารับอาศสดชื่นก่อนแล้วจึงเดินทางสู่ตัว อำเภอแม่สายเพื่อข้ามฟากไปยังเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า กันครับถึงฝั่งพม่าหลังจากทำพิธีทางการฑูต (พูดเสียเท่ห์เชียว จริงๆก็คือจ่ายตังค์เพื่อทำบัตรผ่านแดนชั่วคราว)ถึงฝั่งพม่าหลังจากข้ามลำน้ำสายก็ตกราวเก้าโมงเช้าแล้วครับ ด้วยความที่ไม่ได้ทานข้าวเช้าหน้ามืดตาลายต้องซมซานเข้าร้านอาหารฝั่งโน้น เอาละหวาจะกินได้ไหมเนี่ยอาการที่ไม่คุ้นด้วย  แต่หิวนี่ครับ ต่อให้พม่ามาเป็นกองทัพผมก็คงกินหมดแน่ว่าแล้วก็เดินเข้าไปนั่งพร้อมสอดส่ายสายตาหาเจ้าของร้านที่ดูดีๆหน่อย (สวยหน่อยว่างั้นเถอะ)เพราะคนสวยๆมักจะทำอาหารที่สะอาดและอร่อย (อันนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนตำรานี้)

เมืองพม่าฟากท่าขี้เหล็ก ขวามือคือร้านอาหารที่ว่าครับ คนขายสวยที่สุดในเมืองแล้วครับ

หลังจากทานก๋วยเตี๋ยวแบบพม่าไปสามชามบวกกับแคบหมูไปอีกสามถุงใหญ่จ่ายตังไป ห้าสิบบาทแล้วก็เริ่มออกเดินเที่ยว

   ครับผมเมืองท่าขี้เหล็ก พูดถึงท่าขี้เหล็ก คนเดินทางมากกว่า 90 % มักให้ความสนใจกับตลาดสินค้าราคาถูกที่อยู่ติดกับชายแดน เสียงเล่าเสียงลือมากมาย กับการมาจับจ่ายซื้อสินค้า แม้ไม่ธรรมดาแต่ก็เห็นจนชินตา จนกลายเป็นเรื่องปกติที่หลายคนจะได้รับประสบการณ์ตรง กลับไปฝากใครต่อใครใต้ชายคาของตึกแถว และแผงลอย สินค้ามากมายถูกจัดเรียง ให้นักเดินทางได้จับจ้องและต่อลองราคา...หยิบสินค้านั้นมาชื่นชม กันอย่างสะดวกสบาย

ผมก็เช่นกัน หมายมั่นปั้นมือที่จะดั้นด้น ข้ามแดนมาจ้องมองและต่อลองราคาสินค้าในตลาดท่าขี้เหล็ก...ผมเดินวนอยู่หลายรอบ จนแม่ค้าบางร้าน แทบจะเอ่ยปาก ถามว่า "กำลังหาอะไร" ผมบอกกับตัวเองว่า ดูจะเสียเวลาเปล่า หากคิดจะเดินค้นหา สิ่งนั้น ในพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดไม่ถึงตารางกิโลเมตรใช่แล้วผมกำลังหาวัดครับ ถ้าใคที่อยู่ในตลาดท่าขี้เหล็กในช่วงก่อนเที่ยงวันนั้น อาจได้เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีกำลังเดินหาทางไปวัดอยู่ครับวัดนอกจากจะเป็นที่ๆสงบเย็นใจสวยงามด้วยศิลปะประดามีและน่าเที่ยวเป็นที่สุดแล้วยังมีพระอีกด้วย ใช่แล้วครับ พระครับที่ผมอยากเห็นพระพม่า พระพุทธรูปที่มีศิลปแบบพม่า

แม่ค้าชาวพม่าที่ตั้งแผงพระแบบพม่า โปรดสังเกตุนะครับมีพระสมเด็จด้วยผมกะจะเช่าแล้วตอนแรกกะงบไว้ไม่เกินสองแสนแต่แม่ค้าเปิดราคาไว้ที่ สองร้อยแปดสิบเลยเช่าไม่ได้น่า เสียดายเหมือนกัน

ตลาดท่าขี้เหล็กในวันนี้คึกคักมากๆหุ้นพม่าขึ้นกว่าแปดหมื่นจุดทุกวัน

ภาพพระปูนปั้นถ่ายมาดูศิลปๆดีครับ

 

อาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้วที่ฝั่งเมียวดี แน่นอนครับด่านปิดแล้ว ทำไงดีกลับบ้านไม่ได้แล้ว

 

เช้าตรู่ฝั่งท่าขี้เหล็กอากาศสดใสแต่ไม่หนาวเท่าที่ควรครับอากาศดี ราวๆ 15 องค์ศาเซลเซียส

 

แม่ค้าชาวพม่ากำลังสาละวนกับการขายของตกใจเสียงชัตเตอร์

 

พรุ่งนี้มาเล่าต่อนะครับ

 

บทที่ 2 การเดินทางลึกเข้าไปในพม่า

หลังจากผ่านแดนแล้วการเดินทางค่อนข้างสะดวก มากกว่าที่คิดไว้มาก เพราะมีบริษัท hong pung(ซึ่งมีข่าวว่าเป็นบริษัทของว้าแดง)ซึ่งเป็นเอกชน เป็นผู้ทำทางจากท่าเดือ ถึง เชียงตุง โดยจ้างผู้รับเหมาไทยเป็นผู้ทำ  เป็น ถนนลาดยางอย่างดี มีไหล่ทางและค่อนข้างใหม่ แบบรถวิ่งสวนกัน 2 ช่องทาง สิบล้อสวนกันได้ โดยมีด่านเก็บเงินคล้ายๆกับมอเตอร์เวย์ของไทยแต่เป็นแบบง่ายๆ  เปิดแค่ช่องทางเดียว และคนเก็บเงิน ก็ดูแล้วแบบว่าแต่งตัวตามสบาย คือ ยืด ยีน แตะ อะไรประมาณนี้ (มีด่านเก็บเงิน 3 ด่าน คือ hong pung1 –hong pung3

 

 (ระยะทางใช้เวลาประมาณ 3 ชม ส่วนจากท่าขี้เหล็ก ถึงเชียงตุง ระยะทาง 160 กม )ตลอดเส้นทางจะเป็นทาง ที่ไต่ขึ้นลง ไปตามไหล่เขา เป็น ส่วนใหญ่  ถนน หนทางดีมากเลยครับเพราะพึ่งสร้างเสร็จไม่กี่ปี  มีรถสวนมาเป็นระยะๆ ตลอดเส้นทาง จะเห็น การทำนาแบบขั้น บันได และ การถางภูเขา ทำไร่เลื่อน ลอย ทำให้มีภูเขาเป็นเขาหัวโล้น อยู่ไม่น้อย เห็นเพื่อนๆ  บอกว่าไม้ถูกตัดไปตั้งแต่สมัย เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มากพอสมควร   และผมคิดเองว่า น่าจะมีพี่ไทยเรามาแจม ด้วยแน่ๆเลยของอย่างนี้พี่ไทยไม่พลาดแน่ 

 

แต่มีเรื่องหน้าสังเกตุ  คือ ควายบนภูเขาสูง รู้สึกว่า จะเป็นควายเผือกจำนวนมาก ตัวออกขาวๆ หรือ ถ้าไม่ขาว ก็ไม่ดำเป็นสีเทาๆ คิดว่าเกิดจากการผสมพันธ์ในพี่น้องกันทำให้สายเลือดชิดกันเลย มีสีเผือกๆ หรือ อาจจะเป็นเพราะสภาพดินฟ้าอากาศ นอกจากนี้ จะเห็น หมู่บ้าน ของคนภูเขาเช่น อีก้อ อยู่ตามยอดดอย เวลามองจากยอดดอยที่สูงกว่า จะเห็นหมู่บ้านอยู่ตามยอดดอย และมีหุบเขาล้อมรอบ คิดว่าถ้าไปช่วงหน้าหนาว คงจะสวยกว่านี้มาก เพราะ เป็นเส้นทางที่วิ่งอยู่บนเทือกเขา เป็นส่วนใหญ่  ส่วนบ้านของชาวบ้านทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นพวกไทยใหญ่  

ภาพเมืองลาที่ยังคงอยู่ในบรรยากาศของการเจริญเติบโต

 และก็มีไทยลื้อไทยเขิน เพราะนี่คือรัฐฉาน ซึ่งเป็นพวกไทยใหญ่ ซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในพม่า ลักษณะแปลกตาไปอีกแบบซึ่งจะมีรูปให้ดู นอกจากด่านเก็บเงินค่าผ่านทางของ hong pung แล้ว ยังมีด่านของพม่า ที่เราต้องเอาเอกสารไปให้เซ็นผ่านทาง  อีก ห้าด่านไม่รวมที่ท่าขี้เหล็ก คือ มีที่ ท่าเดือ,เมืองเพรียก, ด่านเข้าเมืองเชียงตุง  

ด่านท่าพิน  และ ด่าน ต.ม ของพม่าที่จะเข้าเมืองลา   ด่านแต่ละด่านของพม่า ดูแล้วไม่เหมือน ด่านเลยดูเหมือนเป็นบ้านเล็กๆมากกว่า ส่วนด่านที่เมืองเชียงตุง เป็นเพิงเลยครับ และเจ้าหน้าที่ประจำด่าน ก็ใส่โสร่งบ้าง รองเท้าแตะ เสื้อกล้าม แต่เห็นเพื่อนๆบอกว่า เจ้าหน้าที่ประจำด่านก็คือคนที่เขาคัดมาเลย เอาที่มนุษย์สัมพันธ์ดี ภาษาอังกฤษดี เพราะเส้นทางนี้จีน ตั้งใจจะให้เป็นเส้นทางธุรกิจ จากจีน มาสู่อาเซียนโดยผ่านไทย และ จากอาเซียน ไปจีน นอกจากเส้นทางที่ผ่านทางลาว มาไทย เพราะเส้นทางจากเชียงตุงไปเมืองลา จีนเป็นคนสร้าง 

ถนนของจีนจะไม่เหมือนถนนของไทยคือ ของจีนเขาจะหล่อขอบสองข้างเป็นคอนกรีตขึ้นมาก่อนแล้วค่อยอัด หินลงไปจึงลาดยางเททับอีกทีหนึ่ง ทำให้ถนนไม่มีไหล่ทาง  มาว่ากันจากท่าขี้เหล็กไปเชียงตุงก่อนครับ จากท่าขี้เหล็กผ่านด่านแรกก็คือ ด่านท่าเดื่อ  จากท่าเดื่อ ก็ไปถึง ด่านเมืองเพรียก ได้ลงไปยืดเส้นยืดสายเข้าห้องน้ำซึ่งห้องน้ำนี้ ดูแล้วเป็น ศิลปะประยุกต์ อีกแบบ ที่ไอเดียแปลก ดี แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ตอนผมเข้าห้องน้ำชายก็ อยากถ่ายรูปแล้ว แต่ ตอนแวะขากลับนี่คุณ  เพื่อนๆ บอกให้ไปดูห้องน้ำผู้หญิง นี่ซิครับ บอกไม่ถูกเลย

สาวๆตามมาส่ง ครับบอกว่ากลัวเฮียจะหลงทาง

 คือมันไม่ได้ล้าสมัย แบบ เอาไม้พาด  แต่พี่พม่า เขาเล่นโบกปูน ด้วยนี่สิ ลองไปดูในรูปเอาเองดีกว่าครับและผมได้เดินไปที่ร้านขายของ  เจ้าของร้านเป็นไทยใหญ่พูดไทยชัดแจ๋ว เลยครับ ไม่เคยมาเมืองไทยเลย แต่ติดละครโทรทัศน์ไทย ภาษาไทยใหญ่ไม่เหมือนภาษาไทยนะครับ  จากเมืองเพรียกก็ต่อไปถึง เชียงตุง  ก่อนเข้าเมืองเห็นด่าน แล้วเป็นแบบ เพิงครับ  ประกอบกับเจ้าหน้าที่พม่าแต่งตัวแบบเหมือนชาวบ้าน ถ้าไม่เคยไปมาก่อน จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า นี่เป็นด่านที่ต้องมีการมาเซ็น ใบผ่านทาง เพราะด่านของพม่า พอพูดถึงด่านเราจะนึกว่ามีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่บนถนน และ มีที่กั้น แต่มีแค่บางที่เท่านั้นเท่าที่จำได้คือ 2 ที่เท่านั้นเท่าที่สังเกตุที่มีไม้กั้น และเราต้องเดินไปหาเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ในบ้านเล็กๆ หรือ ที่เป็นเพิงเอาเอง  ถ้าไม่เข้าไปให้เซ็นรถก็ผ่านไปได้  แต่ถ้าไปถึงด่านอื่นแล้ว ก็ต้องขับรถย้อนกลับมาให้ด่านที่ไม่ได้เซ็น เซ็นก่อน ซึ่งก็ต้องเสียเวลาหลาย ชั่วโมง   และ ดูแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมีงบประมาณ เพราะ  แต่ละที่ขอปากกาตลอดเลย คราวหน้าถ้าใครจะไปก็ขอให้เตรียมปากกาไปเยอะๆก็ดีครับ 

 

พอเข้าเมืองเชียงตุงขาไป แค่แวะทานข้าว ที่ร้าน Best Choice ที่ร้านก็พูดไทยได้อีก อาหารก็เหมือนอาหารจีน และอาหารไทยเรา เวลาทาน ก็ไม่รู้สึกว่าแตกต่างกับที่อยู่เมืองไทย อีกทั้งเวลาพม่า ก็ช้ากว่าเมืองไทยเรา ครึ่งชั่วโมง หลังจากทานข้าวเสร็จ ก็เดินทางไปเมืองลา ส่วนเชียงตุง จะมาพักตอนขากลับ   ก็ขึ้นเขาต่อไป จากท่าขี้เหล็ก มาเชียงตุง ก็ขึ้นเขามาตลอด เมืองเชียงตุงเหมือนเป็นเมือง ที่เป็นที่ราบล้อมรอบด้วยหุบเขา เมืองลาก็เช่นกัน ดังนั้นพอออกจากเชียงตุงจะไปเมืองลา  ก็ต้องขึ้นเขาไปตลอด ระยะทางจากเมืองเชียงตุง ไป เมืองลา ประมาณ85 กิโล แต่ใช้เวลา 3 ชม เพราะเขาสูงชัน กว่าตอนไปเชียงตุง จะเห็นรถจอดกัน แล้วเอาน้ำราดเครื่องยนต์เพราะเครื่องมันร้อน ตลอดเส้นทาง ก็จะเห็นการทำนาในหุบเขา การทำไร่เลื่อนลอย และ การทำนาขั้นบันได รวมทั้ง จะเห็น การทำสวน ลำไย มะม่วง ตามเนินเขาพอสมควร  ก่อนจะถึงเมืองลา ก็ต้องผ่านด่านอีก 2 ด่าน คือ ด่าน ท่าพิน และ ด่านก่อนเข้าเมืองลา รวมทั้งต้องไปที่ ตม ของพม่าที่เมืองลา  

 

 

ถึงเมืองลาประมาณ 6โมงเย็น   ตม ที่เมืองลาก็เหมือนที่อื่นๆเป็นบ้าน ชั้นเดียว ประมาณ 4x4 เมตร  เล็กกว่าสถานกงสุลของจีนที่อยู่ในเมืองนี้มาก  ของจีนดูเหมือน ขนาดจะประมาณ ศาลากลางจังหวัดใหญ่ ๆของไทย

 ดังนั้นจะเป็นเมือง ที่มี casino จำนวนมาก และ มีที่เที่ยวกลางคืน รวมทั้งมีผู้หญิงหาเงิน อย่างเปิดเผยด้วยนะครับ  และผมได้สอบถาม ผู้รู้บางท่าน เขาบอกว่าจีนตั้งใจจะให้เมืองนี้เป็นเมืองที่จะเป็นตัวเชื่อม  ระหว่างจีนกับอาเซียนด้วย  นอกเหนือจากเส้นทางที่ผ่านมาทางลาว  เราได้เข้าพักที่โรงแรม ชื่อเป็นภาษาจีนผมจำไม่ได้ มี รีเซพชั่น และ รปภ อย่างละ 1 คน พูดได้แต่ภาษาจีน 

จริงๆแล้วทั้งเมืองพูดจีนหมดเลยเหมือนอยู่เมืองจีน และ ใช้เงินหยวน อย่างเดียวอย่างอื่นไม่แน่ใจว่ารับหรือไม่รับ(ใครไปก็อย่าลืมแลกเงินไปด้วยนะครับ) กว่าจะเช็คอินได้ ต้องไปเรียก คนไทยที่เปิด ร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์ ที่อยู่ใกล้ๆมาช่วยเป็นล่าม เขาเป็นคนสุรินทร์  ตัวดำบึกบึนเลย แต่มาได้ภรรยาคนจีนที่นี่  หลังจากเราเช็คอินเสร็จ ก็จะไปทานข้าวกันที่ตลาด ซึ่งเปิดขายอาหารโต้รุ่ง  ลักษณะเหมือนร้านข้าวต้ม บ้านเรา เจ้าของร้านเป็นคนไทย สิบสองปันนา 

 

เขาดีใจที่คนไทยไปกินก็บริการเต็มที่ พูดไทยได้พอสมควร  ที่เพื่อนๆไปทานที่นี่เพราะลูกสาวสวยหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พอดีลูกสาวไม่มา หลังจากทานเสร็จ ก็ได้นั่งรถชมเมืองกัน  ติดร้านข้าวต้ม ก็จะมีที่รวมพลผู้หญิงขายบริการซึ่งเป็นสาวจีน มีโคมแดงแขวนอยู่ พอเราขับรถเข้าไปจอด เซอร์ไพรซ์นิดหน่อยครับ สาวออกมายืนต้อนรับถึงรถ ยาวเกือบ 200 เมตร  เห็นจะได้ สวยๆผิวขาวๆกันทุกคน เลย แต่ดูจะเป็นเด็กๆกันส่วนใหญ่ดูหลายคน 14-15 ปีเอง (สอบถามได้ความว่าตอนหัวค่ำ200 หยวน พอไปถามตอนดึกๆหน่อย เหลือ 100 หยวนไม่รู้ว่าถ้าดึกกว่านี้ จะลดลงหรือเปล่า )ไม่ทราบว่าทางการจีน ทำไมถึงปล่อยกฎหมายจีนเขา เป็นยังไงตอนนี้แต่เมื่อก่อนได้ยินว่า

ไม่มีผู้หญิงขายบริการ นอกจากนี้ก็มีร้าน sex shop เปิดกันเป็นจำนวนมากมีทุกอย่างครบวงจรเลยครับทั้งของผู้ชายและ ผู้หญิง มีสินค้าหลายอย่าง ทั้งที่เป็นยา และอุปกรณ์ คนขายก็เป็นผู้หญิง  หลังจากนี้เราก็ได้ไปที่สะพาน กลางเมืองที่เป็นจุดชมวิวของเมือง   บนนี้ก็มีสาวๆอีกครับ แต่แบบอิสระลองเรียบเคียงดูแล้ว 50 หยวนครับ(250บาท) สงสัยค่าครองชีพยังถูกอยู่   พวกเราที่ไปด้วยกันเลยพร้อมใจกันตั้งชื่อให้สะพานแห่งนี้ว่า สะพาน 50 หยวน ไปเรียบร้อยแล้ว  จากสะพานเราก็ไปดูสถาน casino ที่มีอยู่หลายแห่งในเมืองนี้แต่เราเข้าไปจะรู้สึกว่ามีแต่ โต๊ะ บาคาร่า  มีแต่คนจีนเข้ามาเล่นกันหน้าดำ หน้าแดงกันอยู่ พี่นิพนธ์ที่ไปด้วยกัน บอกว่าสถานที่ใหญ่และดูดีกว่าที่ ปอยเปตมาก แต่ มีแต่โต๊ะ บาคาร่าอย่าง เดียว และ มีตู้สล็อตอีกนิดหน่อย ที่หน้า casino ก็มีสาวรัสเซียยังวัยรุ่นอยู่   เมืองนี้เริ่มจะเจริญ มีโรงแรม ห้าดาว คือ โอเร็ลเต็ลมาเปิด คิดว่าต่อไปจะเจริญกว่านี้

 

 

จากนั้นเราได้แยกย้ายกัน บางคนก็เข้า ดิสโก้เทค หรือ ไปพักผ่อน สังเกตุว่ายิ่งดึก ยิ่งคึกคัก เพราะจะมีเด็กๆ พวกที่ทำงานในบ่อน เปลี่ยนกะแล้วมานั่งดื่มกินที่ร้าน ในตลาด ส่งเสียงกันดังมาก สนุกสนานกัน คือเครื่องดื่มที่นี่ ถูกมากเบียร์ ของจีน ขวดละ 3 หยวน หรือ ไงครับนี่ครับ นอกจากนี้ก็จะมีพวกนักดนตรีมาร้องถึงที่โต๊ะ จะให้เงินเท่าไหร่ก็ได้ รู้สึกมี 2 วง เวียนไปเวียนมาสร้างบรรยากาศได้ดีพอสมควร ดูเหมือนว่าเมืองนี้จะไม่รู้จักหลับเลยนะครับ หลังจากนั้นก็เข้าไปพักผ่อนในโรงแรมห้องดีมากครับ มีชักโครกแต่ไม่มีอ่างอาบน้ำ มีฟักบัวน้ำร้อนน้ำเย็น  

 

ตื่นขึ้นมาก็มาเดินเที่ยวตลาดเช้า และ ทานอาหาร ตลาดเช้าของที่นี่ มีทุกอย่างอุดมสมบูรณ์มากและที่แปลกตาไปคือยังมีของป่า ต่างๆอยู่มากมาย เช่นมีเนื้อกวางแล่กันสดๆ หนัง ช้าง ลองดูในรูปนะครับ เสร็จจากชมตลาด เราก็ทานอาหารเช้ากันเป็นปาท่องโก๋ ตัวยาวมากเลย และมีขนมจีบ ซาลาเปาน้ำเต้าหู้ อร่อยพอสมควร เพราะเป็นฝีมือคนจีน ซึ่งน่าจะเป็นต้นตำหรับอาหารพวกนี้

 

ต่อจากนั้น เราก็ไปเที่ยว วัด จินต๊ะ ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขาชาญเมือง วัดนี้เป็นวัดที่ มีสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่ มีพระพุทธรูป ปรางชี้นิ้ว ครับ องค์ใหญ่มาก ยื่นตระหง่านชี้นิ้วไปที่เมืองลา อ.ต้อยผู้นำทาง บอกว่าเหมือนเป็นการสั่งว่าเมืองลานี้ จงร่มเย็นเป็นสุข  ที่วัดนี้เจ้าอาวาสอายุ 24 ปีแต่วันที่เราไปไม่อยู่เราได้คุยกับพระหนุ่มรูปหนึ่ง อายุประมาณ ไม่เกิน 24 ปี ชื่อ หลวงพี่ สมบุญ หลวงพี่พูดไทยชัดมากสอบถามได้ความว่า มาจำพรรษาที่อ่างทอง ศึกษาได้เปรียญ2 นักธรรมเอก ลักษณะหลวงพี่ จะสำรวม และ สวมจีวรเหมือนพระไทยแต่ไว้คิ้วเหมือน พระจีน คุยกับหลวงพี่ได้ความว่า

 

 เมื่อก่อนพม่า ให้เงินสนับสนุนวัดประมาณเดือนละประมาณ 3000 หยวนซึงไว้ใช้ดูแลพระเณรประมาณ 40 รูปแต่ตอนหลังเหลือเดือนละ 120 หยวน หลวงพี่ท่านบอกว่าพม่าจะไม่ค่อยสนับสนุนวัดไทยใหญ่ และ ก็ประชาชนก็ไม่ตักบาตร เหมือนในเมืองไทย พระเณรเลยต้องสั่งอาหารปิ่นโต ทางวัดจึง ต้องหารายได้ โดยการสร้างวัตถุมงคล ( ผมมีความรู้สึกว่าอยากจะจัดทอดผ้าป่ามาที่วัดนี้สักครั้งเพราะรู้สึกว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้รับการทำนุบำรุงเลย )  ภายในเจดีย์ จะมีสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาทั่วประเทศพม่า จำลองมาไว้ด้านในเจดีย์ ขนาดเห็นแค่การจำลองยังทึ่งเลยแต่ละที่อยู่ยิ่งใหญ่ แปลกตาจริงๆ อีกหน่อยถ้าการท่องเที่ยวของพม่าพัฒนาจนสะดวกเมื่อไหร่เห็นทีไทยจะแย่แน่เลย อีกอย่างหลังจากได้คุย กับหลวงพี่มีความรู้สึกว่าไทยใหญ่ รวมทั้งหลวงพี่ไม่ค่อย ชอบพม่าเอามากๆ แต่จะชอบคนไทย เรา 

 

จากวัดจินต๊ะ เราก็ได้ลงจากเนินเขา ลงไปดู พิพิธภัณฑ์ฝิ่น ที่อยู่ด้านล่าง จะเห็นว่าพม่าก็พยายามที่จะปราบฝิ่นโดยใช้แนวทาง เหมือนไทย คือ ส่งเสริมให้ปลูกพืช ทดแทน และ มีการบำบัดผู้เสพ

 

 

บรรดารถสปอรต์แบบสองขาปั่นฮิตมากครับที่นี่

 

 จากพิพิธภัณฑ์ฝิ่นเราก็ได้เข้าไปในเมืองอีกครั้ง ที่ร้านข้าวขาหมู ที่อร่อยใช้ได้เลยแม่ค้าก็พูดไทยได้อีกสำเนียงกรุงเทพฯเลยครับคงเป็นอิทธิพลของโทรทัศน์ไทย เพราะที่นีรับ ช่อง 3,5,7ได้พูดถึงเรื่องโทรทัศน์ ที่นี่รับของจีนได้ 40 ช่อง และมีโทรทัศน์ช่อง 20 หรือ ไงนี่ฉายหนังเอ็กตลอด 24 เลย  ครับคิดว่า จีนเพิ่งจะเปิดประเทศไม่นาน เมื่อก่อนคงดูได้แต่โทรทัศน์ไทย

 

 ทานอาหารอิ่มแล้วก็มุ่งสู่ เชียงตุง  ใช้เวลาประมาณ 3 ชม ลืมบอกไปครับ ตอนขามาก่อนเข้าเมืองลา มีปั๊ม ปตท ใหญ่ ๆ 2 ปั๊ม ครับ และที่เมืองลาก็มีสนาม กอฟล์ แต่ไม่แน่ใจว่ากี่หลุม ระหว่างทางจากเมืองลามาเชียงตุง เราก็แวะเยี่ยมชมหมู่บ้านไทยใหญ่ ไทยลื้อ  ครับ มีหลายคนพูดไทยได้  ลักษณะบ้านเรือน คือ เขาจะไม่ตอกเสาลงไปที่พื้นแต่จะเป็นการวางเสาไว้บนแท่งปูนซีเมนต์ มากกว่า ส่วนบน บ้านเขาจะทำเตาไว้ทำอาหารอยู่กลางบ้านเลยครับ ดูในรูปได้ครับ  ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็พูดไทยได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่อัธยาศัย ไมตรีดีเยี่ยมเหมือนคนต่างจังหวัดในไทย สมัยก่อนครับ ไปเยี่ยมก็ เชื้อเชิญกันขึ้นบ้านครับ   บางบ้านก็ลูกสาวสวย ส่วนใหญ่ทำนากัน มาถึงเชียงตุง ก็เข้าพักที่ private hotel เจ้าของชื่อ อู่ ตัน ถิ่น เป็นอดีต นายทหาร ยศ นายพัน เพื่อนรุ่นเดียวกับ ขิ่นยุ้น ทหารใหญ่ในรัฐบาล  ดูก็ต้อนรับขับสู้ดี ครับ บ้านลักษณะ เหมือน รีสอตร์ เล็กๆ ในเมืองไทย ห้องน้ำห้องท่า ดีครับ มี ชักโครก แต่ที่ ไฟฟ้าจะเปิด 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม   หลังจากนั้นก็ต้องใช้ generator ปั่นถึง 5 ทุ่ม ถ้าจะนั่งต่อก็จะ มีตะเกียงเทียนให้นั่ง ท่าม กลางเมืองที่มืดมิด ก็ได้บรรยากาศ ที่ดีไปอีกแบบ มันมืดมาก ขนาดมองได้ไกลไม่ถึง 10 เมตร

 

นักดนตรีที่ว่าครับ ร้องเพลงของเสกโลโซ ได้ด้วยนะครับ เห็นบอกว่ารู้จักกับพี่ตู้พี่เป็ดด้วย

 หลังจาก เช็คอิน แล้ว เราก็นั่งคุย กับ อู่ตันถิ่น สักพัก ก็ออก ไปชมเมืองได้ไปดูต้นยางใหญ่  เสร็จแล้วไปทานอาหาร เย็น ที่ร้านวิวดอย ร้านนี้มีลักษณะเหมือน สวนอาหาร ขนาดกลางๆค่อนไปทางเล็ก ถ้าเทียบกับบ้านเรา เจ้าของร้านก็พูดไทยชัดมาก และอาหาร ก็เหมือนทานที่เมืองไทยครับ  มีเวทีและ มีอิเล็คโทนให้ขึ้นไปร้องเพลงกันทางเราก็ขึ้นไปร้องด้วย 1คน ร้องเพลงไทย ส่วนโต๊ะ อื่นร้องเพลงจีนกันครับ ทานอาหารเสร็จ ก็กลับมาที่พัก ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน นั่งคุยกันท่ามกลางความมืด ภายใต้บรรยากาศแสงเทียน แปลกไปอีกแบบครับ ตอนที่นั่งคุย ได้ถาม อู่ตันถิ่น ว่า ทำไมถึงเปลี่ยน ชื่อประเทศพม่าเป็น เมี่ยนม่า ได้รับคำตอบว่าเมี่ยนม่าเป็นชื่อที่ถูกต้อง เหมือนที่ไทยเปลี่ยนจากสยาม และแปลว่า ผู้ขยันแข็งแรง และ รวดเร็ว  

 

ตอนเช้า ผมได้ไปเที่ยวชมเมือง และ กาดเชียงตุง(ตลาด)ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่พอสมควร รู้สึกว่า เมืองจะคล้ายๆเชียงใหม่เมื่อสมัย หลายสิบปีก่อน ได้เข้าชมวัด มหาเมี๊ยตมุนี ครับ ซึ่งเป็นวัดของกษัตริย์ ของเชียงตุงสมัยก่อน  เสียดายที่ไม่ได้เก็บรายละเอียดมามากกว่านี้ ได้ไปดูทำเนียบของรัฐบาล ของเชียงตุง ที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงแรม และ ได้ชมบ้านเจ้าฟ้า ของเชียงตุง หลังไม่ใหญ่เท่าที่ควร และ ดูเงียบวังเวง ดูโทรมๆ และเต็มไปด้วยเรื่องเศร้า เพราะมีการแย่ง ต่ำแหน่งกันระหว่างพี่น้อง และ ฆ่ากัน ทำให้อ่อนแอ 

 

 คือเท่าที่ผมทราบ พม่าจริงๆแล้วแบ่งเป็น 7 เขตของเชื้อชาติต่างๆ พอตอนต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชจากอังกฤษ ก็สัญญาว่าจะให้เอกราช ทั้ง 7 ประเทศ แต่พอได้เอกราช พม่า ก็ประกาศ รวมประเทศ ทำให้เกิดการสู้รบ มาตลอด ผมดูแล้วยังไงก็คงจะต้องมีการแยกออกมาเป็นประเทศแน่ไม่ช้าก็เร็วจะกี่ประเทศเท่านั้น  เพราะเท่าที่ถามพวกไทยใหญ่ ดูรู้สึกว่าเกลียดพม่ากันลึกๆ แม้ว่าปัจจุบันนี้จะเงียบสงบกันมาก และ เส้นทางของเราไม่ได้อยู่ในเขต ของทหารที่เคยมีการสู้รบกันแต่ประการใด และมีความรู้สึกว่าเขาใกล้ชิดและชอบคนไทยมากกว่า  ผมได้เดินไปถามด้านหลังของบ้านเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง จากคนงาน ทราบว้าเจ้าฟ้าองค์สุดท้ายได้เสียชีวิตไปได้ 10 กว่าปีตอนนี้มีลูกหลานอยู่ต่างประเทศ  พ่อบ้านคนดูแลบ้าน เป็นคนเขมร มาอยู่ตั้งแต่หนุ่มๆ ชื่อคุณ ณรงค์ อายุประมาณ เกือบ 70 เห็นจะได้  ส่วนเจ้ายอดศึกนั้น ไม่ใช่เจ้าฟ้าเป็นทหาร หลังจากนั้นเราก็ไปแวะน้ำพุร้อน ครับ มันร้อนมากเดือดปุดเลยๆ

 

ใน ความคิดของผมรู้สึกว่าบ้านเขาพัฒนากว่าที่เราคิดไว้ จากที่ผมมองว่าเป็นประเทศปิดแบบสังคมนิยม และเป็นเผด็จการทหาร  ทั้งบ้านเมืองที่เชียงตุง เหมือนต่างจังหวัดเราสัก 20-30 ปีที่แล้ว ทำให้คิดได้ว่า ตอนที่เป็นเมืองขึ้นอังกฤษ อาจจะมีการพัฒนาไปมากกว่าไทย เหมือน พนมเปญของเขมร แต่ขาดการพัฒนาไปนาน ยิ่งเมืองลาไม่ต้องพูดถึงสว่างทั้งคืน เป็นเมืองจีนไปแล้วครับ  รองไปดูตามรูปนะครับ  สรุปการเดินทางทริปนี้ สะดวกสบาย และปลอดภัย และ คิดว่าจะเป็น เส้นทางที่สำคัญในอนาคต อันใกล้นี้ ทั้งด้านธุรกิจ และ การท่องเที่ยว ครับวันหลังไปเที่ยวอีกคงจะเน้นเรื่องวัดและโบราณวัตถุอีกหน่อยคงจะดีครับ

 

 

Desined  By  nokkiller@hotmail.com  CopyRight Discoverythailand co.th   All Right reserved.        Contact Webmaster@dvthai2.com  or mobile phone 06 670 8877