ผู้เช่าสามารถ แสดงเจตจำนงในการเช่า ได้โดย ส่งอีเมล์ แจ้งได้ที่ nokkiller@hotmail.com  หรือ โทรศัพท์แจ้งความประสงค์ได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์     0 6670 8877  ต่างประเทศ + 66  6670  8877 และสามารถโอนเงินได้ที่หมายเลข บัญชี 431-031761-7 ชื่อ บัญชีออมทรัพย์  ชนก หล้านามวงศ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสัชนาลัย ขอบคุณครับ

Oversea call +66 670 8877 and contact us  nokkiller@hotmail.com  Thankyou

     
 
เรื่องและภาพโดย วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์
นักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร

 
จิตรกรรมฝาผนัง จุลปทุมชาดก อุโบสถวัดบางขุนเทียนใน


จิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น “ขนบและรูปแบบ” ยังคงสืบเนื่องจากงานช่างในราชธานีเก่า ล่วงมาถึงปลายรัชกาลที่ ๓ กระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรมอันเกิดจากการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกได้ส่งผลกระทบหลายประการต่องานช่างไทย ดังปรากฏในแนวคิดและการแสดงออก ซึ่งเริ่มปรับเปลี่ยนเข้าสู่ “ความสมจริง” มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน “ปรัมปราคติ” แม้ยังมีบทบาทอยู่บ้าง แต่ก็ลดน้อยลงทุกที

ชาดกยังคงเป็นขนบเรื่องที่นิยม ทั้งในชุดทศชาติชาดกและชาดกบางเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุลปทุมชาดก ซึ่งช่างได้นำมาแทรกร่วมอยู่ในชุดทศชาติชาดก ลักษณะเช่นนี้พบทั้งวัดในและนอกราชธานี (กรุงเทพมหานคร) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตรกรรมในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ - รัชกาลที่ ๔ จึงเป็นที่น่าสนใจถึงบทบาท ความสำคัญของเนื้อเรื่อง ตลอดจนรูปแบบการแสดงออก ความนิยม และความมุ่งหมายในการเขียน

สังเขปเนื้อเรื่อง “จุลปทุมชาดก”

จุลปทุมชาดก เป็นชาดกเรื่องที่ ๑๙๓ ในนิบาตชาดก หมวดทุกนิบาต รุหกวรรคที่ ๕ มีเนื้อเรื่องสังเขป ดังนี้
 
 

พระอนุชาทั้งหกล้อมวงกันเสวยเนื้อพระชายา มีพระปทุมกุมารและพระชายานั่งอยู่ด้านบน


พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระปทุมกุมาร มีพระอนุชาหกองค์ ครั้นเมื่อพระราชกุมารทั้งเจ็ดเจริญวัย พระราชบิดาเกิดระแวงเกรงว่าลูกๆ จะคิดร้ายชิงราชสมบัติ จึงเนรเทศพระราชกุมารทั้งเจ็ดพร้อมพระชายาออกจากเมือง ระหว่างรอนแรมกันไป หนทางแสนกันดารนัก ขาดแคลนอาหาร พระราชกุมารทั้งหมดจึงตกลงฆ่าพระชายาคราละองค์ เพื่อนำมาเป็นอาหารแจกจ่ายกันกินประทังชีวิต

ครั้นถึงคราต้องฆ่าพระชายาของพระปทุมกุมาร พระองค์ได้นำเนื้อส่วนที่เก็บไว้มาแจกจ่ายให้แก่บรรดาพระอนุชาแทน และเฝ้ารอจนเหล่าพระอนุชาหลับ จึงพาพระชายาแยกหนีไป ระหว่างทางนั้น พระชายาเกิดกระหายน้ำ พระองค์จึงกรีดพระโลหิตให้ดื่มแทน ก่อนจะเดินทางรอนแรมกันต่อไป จนในที่สุดเมื่อทั้งสองได้เดินทางมาถึงบึงน้ำใหญ่ จึงปลูกเรือนพักขึ้น ณ ที่นั้น พระปทุมกุมารได้ช่วยเหลือรักษาโจรผู้หนึ่งจนหายจากอาการบาดเจ็บและให้อาศัยร่วมด้วย ต่อมาภายหลัง พระชายาเกิดมีใจปฏิพัทธ์รักใคร่โจร จึงหมายฆ่าพระปทุมกุมารโดยผลักให้ตกลงมาจากยอดเขา หากแต่พระปทุมกุมารกลับรอดชีวิตโดยการช่วยเหลือของพระยาเหี้ย และต่อมาพระยาเหี้ยนั้นก็ได้ช่วยนำพระปทุมกุมารกลับขึ้นครองราชย์อีกครั้ง

วันหนึ่งพระองค์ได้พบกับพระชายาและชายชู้ที่มาเฝ้ารอรับทาน ทรงพิโรธเป็นอย่างยิ่งและคิดจะลงโทษหญิงชั่วชายชู้อย่างสาสม หากแต่เมื่อคลายพิโรธลง จึงรับสั่งให้เอาชายชู้ใส่ลงตะกร้าผูกติดกับศีรษะของหญิงชั่วชนิดมิให้ปลงลงจากศีรษะได้ แล้วจึงโปรดฯ ให้เนรเทศคนทั้งคู่ออกจากเมืองไป

ความสำคัญ
_________________________________
 

เก็บความจาก “จุลปทุมชาดก” นิบาตชาดก เล่ม ๒ เอกนิบาต ทุกนิบาต, มปท.
(คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๓๙), หน้า ๒๔๔ - ๒๔๘.


ประเด็นสำคัญของชาดกเรื่องนี้ คือการบำเพ็ญทานบารมี (การให้) และแฝงเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ คือความซื่อสัตย์

เมื่อพิจารณาชาดกทั้ง ๕๔๗ เรื่อง พบว่า นอกจากจะแสดงถึงการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการของพระโพธิสัตว์เป็นสำคัญแล้วนั้น เรื่องชาดกส่วนหนึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตคู่ โดยนำเสนอทั้งด้านที่ดีและไม่ดีจำนวนกว่า ๑๐ เรื่อง โดยกว่าครึ่งเป็นเรื่องทำนองหญิงไม่มีความซื่อสัตย์ต่อสามี (นอกใจและคบชู้) ดังตัวอย่างเรื่องที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่นกากาติชาดก หรือที่เมื่อนำมาแต่งเป็นวรรณคดี รู้จักกันในชื่อ กากีคำกลอน หากแต่กลับไม่ได้รับความนิยมในงานจิตรกรรม เมื่อเทียบกับจุลปทุมชาดก

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงสันนิษฐานว่าเนื้อหาน่าจะเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยไม่เพียงการดำเนินเรื่องแบบนิทานพื้นบ้านซึ่งบางครั้งบางตอนมักแสดงความเกินจริง ตลอดจนประเด็นสำคัญที่แสดงถึงความชั่วของฝ่ายหญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา คือแม้จะเป็นที่รักยิ่งของสามี โดยสามีสามารถสละให้ได้ทุกอย่างแม้กระทั่งยอมกรีดเนื้อตัวเอง เพื่อเอาเลือดให้ภรรยาดื่มแก้กระหาย หากแต่ต่อมาผู้เป็นภรรยากลับตอบแทนความรักของสามีด้วยการนอกใจ หรือคบชู้ และคิดฆ่าสามีในที่สุด

การสร้างตัวละครพระยาเหี้ยขึ้นเพื่อสร้างบทบาทเชิงเปรียบเทียบกับการกระทำของฝ่ายหญิง ในแง่ว่าแม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน เช่นเหี้ย หากกลับมีความรู้ผิดชอบชั่วดีมากกว่าหญิงชั่วซึ่งเป็นมนุษย์ ในส่วนนี้ก็เป็นเหตุสำคัญให้เรื่องราวมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น


ความนิยมที่ปรากฏในและนอกราชธานี (กรุงเทพมหานคร)

(๑) วัดบางขุนเทียนใน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

จิตรกรรมภายในอุโบสถเขียนทั้งเรื่องในและนอกชุดทศชาติ โดยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดอาจเป็นงานช่างในราวปลายรัชกาลที่ ๓ หรือล่วงเข้ารัชกาลต่อมา

จุลปทุมชาดก เขียนในตำแหน่งผนังระหว่างช่องหน้าต่าง โดยเขียนฉากต่างๆ ได้แก่ คราวรอนแรมในป่า ล้อมวงย่างเนื้อ พระปทุมฯ พาพระชายาแยกหนี พระปทุมกุมารกรีดเลือด พระปทุมกุมารช่วยโจร พระชายาลอบรักกับโจร พระชายาผลักพระปทุมกุมารตกเขา พระปทุมกุมารเสด็จกลับสู่พระนครและได้ขึ้นครองราชย์ การพบกับอดีตพระชายากับชายชู้ ซึ่งมาเฝ้ารับทาน และการตัดสินลงโทษอดีตชายา (ภาพที่ ๑ - ๒)

 

จิตรกรรมฝาผนัง จุลปทุมชาดก อุโบสถวัดเปาโรหิตย์


(๒) วัดเปาโรหิตย์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

จิตรกรรมภายในอุโบสถเขียนทั้งเรื่องในและนอกชุดทศชาติ จากลักษณะจิตรกรรม เข้าใจว่าเขียนขึ้นในรัชกาลที่ ๔ หรือหลังจากนั้นลงมาอีก

_________________________________
 

พัฒน์ เพ็งผลา, “การวิเคราะห์การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในนิบาตชาดก” รายงานการวิจัย, ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๐, หน้า ๑๗๙.
เช่น มณิโจรชาดก ราธชาดก อุจฉิฏฐภัตตชาดก กณเวรชาดก สุจจชชาดก กากาติชาดก กุณฑลิกชาดก จันทกินนรชาดก สัมพุลาชาดก และจุลปทุมชาดก เป็นต้น ดู นิบาตชาดก เล่ม ๑ – ๙ หรือ นิบาตชาดก เล่ม ๑๐ ประมวลเนื้อหาทั้ง ๕๔๗ เรื่อง
สันติ เล็กสุขุม, จิตรกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ ๓: ความคิดเปลี่ยน การแสดงออกก็เปลี่ยนตาม (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๘), หน้า ๑๘๐ - ๑๘๒.


จุลปทุมชาดก
เขียนในตำแหน่งผนังระหว่างช่องหน้าต่าง โดยเขียนฉากเช่นเดียวกับวัดบางขุนเทียนใน และมีฉากที่ต่างออกไป คือฉากการหั่นร่างกายพระชายาของพระอนุชาออกเป็นส่วนๆ ตอนอาศัยอยู่ร่วมกันที่กระท่อมของพระปทุมกุมารและชายชู้ และการช่วยเหลือของพระยาเหี้ย (ภาพที่ ๓)
 


 
จิตรกรรมฝาผนัง จุลปทุมชาดก วัดกำแพงบางจาก พระอนุชากำลังหั่นร่างพระชายาออกเป็นส่วนๆ ด้านบนขวา พระปทุมกุมารพาพระชายาหนีหลังจากพระอนุชาหลับ


(๓) วัดกำแพงบางจาก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

จิตรกรรมภายในอุโบสถเขียนทั้งเรื่องในและนอกชุดทศชาติรวมทั้งพุทธประวัติบางตอน จากลักษณะจิตรกรรม คงเขียนขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ - ๔

จุลปทุมชาดก เขียนในตำแหน่งผนังประกบระหว่างด้านแปกับผนังสกัด สภาพค่อนข้างชำรุด เขียนฉากเช่นเดียวกับวัดบางขุนเทียนใน โดยเพิ่มฉากการหั่นร่างกายพระชายาของพระอนุชา เช่นเดียวกับวัดเปาโรหิตย์ ส่วนฉากด้านล่างลบเลือนจนไม่สามารถอ่านภาพได้ (ภาพที่ ๔)

 

จิตรกรรมฝาผนัง จุลปทุมชาดก อุโบสถวัดคงคาราม


(๔) วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี

วัดในย่านชุมชนมอญอพยพในรัชกาลที่ ๑ จิตรกรรมภายในอุโบสถเชื่อว่าเขียนไว้แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยปรากฏทั้งเรื่องในและนอกชุดทศชาติ หากลักษณะจิตรกรรมที่ปรากฏปัจจุบันคงเป็นการเขียนทับเมื่อคราวปฏิสังขรณ์ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ โดยคงเป็นการลบแล้วเขียนทับด้วยแบบแผนใหม่

จุลปทุมชาดก เขียนในตำแหน่งผนังระหว่างช่องหน้าต่าง โดยเขียนฉากแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนใน แต่มีที่ต่างออกไป คือฉากพระยาเหี้ยช่วยเหลือพระปทุมกุมาร (ภาพที่ ๕)

 

จิตรกรรมฝาผนัง จุลปทุมชาดก อุโบสถวัดหน้าพระธาตุ พระปทุมกุมารกลับขึ้นครองราชย์ และกำลังเสด็จไปโรงทาน


(๕) วัดหน้าพระธาตุ จังหวัดนครราชสีมา

จิตรกรรมภายในอุโบสถเขียนเรื่องทศชาติชาดกเป็นหลัก รวมทั้งพุทธประวัติบางตอน โดยมีรูปแบบสะท้อนเอกลักษณ์พื้นถิ่นเด่นชัด แต่ก็มีต้นเค้าที่สืบทอดลักษณะบางประการจากจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ ๓

จุลปทุมชาดก เขียนในตำแหน่งผนังแปด้านขวาของพระประธานตลอดแนว ขณะที่ผนังแปด้านทิศเหนือเป็นภาพทศชาติชาดกหกเรื่องแรก ด้วยพื้นที่จำนวนมากจึงเอื้อต่อการแสดงรายละเอียดต่างๆ ได้มากกว่าที่อื่นๆ โดยเขียนตั้งแต่เริ่มเรื่องในพระนครพาราณสี การรอนแรมในป่า และเหตุการณ์ต่างๆ จนกระทั่งการเสด็จกลับขึ้นครองราชย์ และพบกับอดีตพระชายากับชายชู้ (ภาพที่ ๖)

 

จิตรกรรมฝาผนัง จุลปทุมชาดก อุโบสถวัดทุ่งศรีเมือง


(๖) วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

_________________________________  
 

 

เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๙๖.
น. ณ ปากน้ำ, จิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ , ๒๕๒๕), หน้า ๑๒๕.
ระเบียบการจัดวางภาพเล่าเรื่องที่ส่วนล่าง คือพื้นที่ผนังระหว่างช่องหน้าต่างและช่องประตูส่วนหนึ่ง กับอีกส่วนหนึ่งเขียนไว้ที่พื้นที่เหนือช่องหน้าต่าง ประตู พิจารณาได้ว่าเป็นแบบแผนใหม่ที่นิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ เช่น จิตรกรรมอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม แบบแผนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่ระเบียบเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ คราแรกสร้าง ดู สันติ เล็กสุขุม, จิตรกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ ๓: ความคิดเปลี่ยน การแสดงออกก็เปลี่ยนตาม, หน้า ๒๒๙ - ๒๓๘.
เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๖๖ - ๒๖๙.


วัดนี้สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๓ ราว พ.ศ. ๒๓๘๕ จิตรกรรมมีลักษณะท้องถิ่นเด่นชัด ซึ่งคงได้ฝึกฝนงานช่างจากกรุงเทพฯ มาก่อน จิตรกรรมภายในอุโบสถเขียนเรื่องทศชาติ และนิทานท้องถิ่น คือ อรพิม-ปาจิตต์ และเรื่องสินไช

จุลปทุมชาดก เขียนแทรกในตำแหน่งบานแผละหน้าต่างหนึ่งช่องเล็ก โดยเขียนเพียงสามฉาก คือตอนพระปทุมกุมารและชายาอยู่ในที่พัก ชายชู้ปรากฏตัว และชายาผลักพระปทุมกุมารตกจากหน้าผา (ภาพที่ ๗)

รูปแบบศิลปกรรม และการแสดงออก

ลักษณะโดยรวมยังเป็นรูปแบบไทยประเพณี แสดงฐานันดรของบุคคลด้วยเครื่องทรงและเครื่องแต่งกาย การเคลื่อนไหวแบบลีลานาฏลักษณ์ การแสดงอารมณ์ - ความรู้สึกทางใบหน้ายังไม่ชัดเจนนัก ส่วนรายละเอียดของฉากแสดงให้เห็นพัฒนาการของงานช่าง ได้แก่ ความสมจริงของภาพ เช่นลักษณะต้นไม้ ท้องน้ำ เปลวไฟ เป็นต้น ความสมจริงของเหตุการณ์ เช่นเหล่าเจ้าชายนั่งล้อมรอบกองไฟที่สุมอยู่ใต้ร้านย่างเนื้อที่ทำจากแขนงไม้คราวรอนแรมในป่า บนร้านย่างมีชิ้นเนื้อส่วนต่างๆ ของมนุษย์ที่ถูกตัดออกและยังมีคราบเลือดปรากฏ การแสดงภาพแบบทัศนียวิทยา ขณะที่บางแห่ง เช่นวัดคงคาราม ยังคงใช้เทคนิคแบบเดิมอยู่ เช่นการตัดเส้นใบไม้เป็นใบๆ ลักษณะของน้ำแบบประดิษฐ์ หรือการเขียนภาพคนแม้ระยะไกลอย่างไรก็คงเขียนขนาดเท่าๆ กัน เป็นต้น๑๐

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลำดับภาพเหตุการณ์ซึ่งแทบไม่ปรากฏการใช้เส้นสินเทาอีกต่อไป ฉากทิวทัศน์ บ้านเรือน หรือปราสาทราชวัง กลับได้รับการจัดวางให้เป็นสัดส่วนแทนการใช้ประโยชน์จากสินเทา ลักษณะที่กล่าวมานี้บ่งบอกได้ว่า อายุของจิตรกรรมเหล่านี้คงไม่เก่าไปกว่าราวปลายรัชกาลที่ ๓ และค่อนไปทางช่วงรัชกาลที่ ๔ มากแล้ว

จากจำนวนแหล่งที่พบและตำแหน่งของจิตรกรรม ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและความนิยมในชาดกเรื่องนี้เทียบเท่าชุดทศชาติชาดกอันเป็นรูปแบบความนิยมหลักก็ว่าได้ แม้การบำเพ็ญบารมีหลักจะเป็นเรื่องทานบารมี หากแต่ในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องการคบชู้ นอกใจสามีกลับมีความโดดเด่นมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาการแปลความจากงานจิตรกรรมซึ่งมักสื่อผ่านฉากสำคัญ ได้แก่ คราวรอนแรมในป่า การย่างชิ้นเนื้อมนุษย์ การปรากฏร่วมและแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระชายากับชายชู้ ตลอดจนพระชายาผลักพระปทุมกุมารตกจากเขา

น่าสนใจว่าบรรดาอุโบสถที่ปรากฏจิตรกรรมนี้ ล้วนกำหนดอายุของจิตรกรรมได้ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ – ๔ ทั้งสิ้น สอดคล้องกับทรรศนะของ น. ณ ปากน้ำ ที่ว่า “จิตรกรบางคนในสมัยรัชกาลที่ ๔ จะเขียนภาพเป็นเรื่องราวของคนไทยสมัยนั้นและมักจะมีภาพชาดกที่เห็นอยู่บ่อยที่สุด เขียนในรัชกาลนี้คือ “ภาพจุลปทุมชาดก”” ๑๑

จึงชวนให้คิดต่อไปว่าเรื่องราวชาดกนั้นจะมีความสัมพันธ์หรือไม่ อย่างไร กับเหตุการณ์และ ความเป็นไปในสังคมช่วงรัชกาลดังกล่าว หรือแม้แต่อาจเกี่ยวข้องกับความนิยมภายในกลุ่มชาติพันธุ์ ดังทรรศนะของ ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม

_________________________________

คณะสงฆ์วัดทุ่งศรีเมือง. ประวัติเมืองอุบลราชธานี และประวัติวัดทุ่งศรีเมือง (พระนคร : กรุงสยามการพิมพ์, ๒๕๑๔), หน้า ๒๔.
๑๐ ลักษณะเช่นนี้ กล่าวได้ว่าภาพเขียนที่วัดคงคารามเป็นศิลปะรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเก่ากว่าภาพสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ใดทั้งหมด ดู น. ณ ปากน้ำ ชุดจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย วัดคงคาราม (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๗), หน้า ๑๓๙.
๑๑ น. ณ ปากน้ำ, จิตรกรรมอยุธยา (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๓), หน้า ๖๐.


“จุลปทุมชาดก ซึ่งนิยมกันมากในหมู่ชาวลาว (อีสาน) และชาวมอญ ..โดยที่วัดหน้าพระธาตุนี้ยิ่งเด่นชัด ได้รับความสำคัญโดยเขียนไว้หลากฉากต่อเนื่องกันเต็มผนังด้านขวาของพระประธาน” ๑๒

ทัศนคติทางสังคมที่เริ่มปรับเปลี่ยนช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ ส่งผลต่องานช่างที่เริ่มเน้นความสมจริง มากขึ้น งานจิตรกรรมมิได้เป็นสื่อทางศาสนาและมีความเป็นปรัมปราคติเพียงอย่างเดียวเช่นในอดีต หากแต่ช่างเริ่มกล้าที่จะสอดแทรกภาพวิถีชีวิตผู้คน รวมถึงเริ่มแสดงอารมณ์ - ความรู้สึกของมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่การเลือกเรื่องราวแนวสมจริงหรือใกล้เคียงความเป็นจริงยิ่งขึ้น อาจกล่าวได้ว่าเป็น “ปรัมปราคติแนวใหม่” ที่มีแนวเรื่องแปลกจากเดิม เช่นเอนเอียงไปทางโลดโผน เน้นชีวิตรักโศก บีบคั้นอารมณ์ ๑๓ ลักษณะดังกล่าวที่ถ่ายทอดเป็นงานจิตรกรรมประดับอาคารศาสนสถานนั้น เชื่อว่าไม่เคยมีมาก่อนรัชกาลที่ ๓ ๑๔

ทั้งนี้ประเด็นความไม่ซื่อสัตย์ในชีวิตคู่ หรือการมีชู้นี้ หากถ่ายทอดผ่านเรื่องชาดกคงเข้าใจได้ง่ายกว่าการเขียนภาพประกอบเพื่อสื่อความโดยตรง เพราะชาวพุทธส่วนใหญ่ก็อาจเคยได้ยินได้ฟังหรือรู้จักชาดกนี้มาบ้าง เมื่อเห็นภาพก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก ด้วยเหตุดังกล่าว จึงสันนิษฐานว่าการเขียนจิตรกรรมเรื่องจุลปทุมชาดกจึงน่าจะมีแรงบันดาลใจหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความเป็นไปในสังคมช่วงนั้นและคงเป็นที่แพร่หลายพอควร ดังจะเห็นได้จากการปรากฏทั้งวัดในและนอกราชธานีรวมทั้งวัดในกลุ่มชนมอญ - ลาว อีกด้วย

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์: ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความนิยม และความมุ่งหมายในการเขียน

(๑) ความเกี่ยวข้องกับสภาพสังคม

จากการสอบทานเอกสารและข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องคดีความชู้สาวตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา

(๑.๑.๑) เรื่องชู้สาว ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานในสมัยรัชกาลที่ ๓

“เรื่องรักใคร่ระหว่างพระศรีภักดีกับเจ้าจอมอิ่ม (ในรัชกาลที่ ๓)” เมื่อเดือน ๘ พ.ศ. ๒๓๘๑ โปรดฯ ให้ชำระความเรื่องนี้ โดยตัดสินลงโทษประหารชีวิตคนทั้งคู่และผู้ที่สมรู้ร่วมคิดทั้งหมด๑๕

(๑.๑.๒) เรื่องชู้สาว ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานในสมัยรัชกาลที่ ๔

“เรื่องรักใคร่ระหว่างขุนสุวรรณกับเจ้าจอมช้อย (ในรัชกาลที่ ๔)” เมื่อเดือนเจ็ด พ.ศ. ๒๔๐๒ โปรดฯ ให้ชำระความเรื่องนี้ โดยตัดสินลงโทษประหารชีวิตคนทั้งคู่ที่วัดมักสัน รวมทั้งลงโทษเนรเทศพระโยคาญาณภิรัตเถร ราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดราชสิทธารามฯ ผู้ให้น้ำมนต์แต่งงานแก่ผู้กระทำผิดทั้งคู่ ไปอยู่ที่เมืองสงขลา๑๖


_________________________________

๑๒เช่น อุโบสถวัดเปาโรหิตย์ กรุงเทพฯ วัดคงคาราม ราชบุรี (ชุมชนมอญ) วัดหน้าพระธาตุ นครราชสีมา วัดทุ่งศรีเมือง อุบลราชธานี (ชุมชนอีสาน (ลาว)) ดู สันติ เล็กสุขุม, จิตรกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ ๓: ความคิดเปลี่ยน การแสดงออกก็เปลี่ยนตาม, หน้า ๒๖๘.
๑๓เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๒.
๑๔เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖๐.
๑๕เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ (พระนคร: คุรุสภา ,๒๕๐๔), หน้า ๑๙๒ - ๑๙๓.
๑๖เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ,พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑ (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๗๗), หน้า ๑๙๗ - ๑๙๘.


นอกจากนั้น ในระดับขุนนางก็ปรากฏหลักฐานเช่นกัน เช่นคดี “พระอินทราทิตย์เผือกทำชู้กับภรรยาพระสรรเพชรภักดี” ๑๗

จะเห็นได้ว่าแม้ในพระราชพงศาวดาร ก็ยังมีการกล่าวถึงความรักที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม ซึ่งเรื่องทำนองนี้น่าจะเป็นปัญหาสำคัญในสมัยนั้น ดังปรากฏกรณีทั้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์และในระดับขุนนาง

อนึ่ง การให้ความสำคัญกับบทลงโทษความผิดดังกล่าวนั้น ปรากฏตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาในกฎหมายตราสามดวง ส่วน “พระไอยการลักษณะผัวเมีย” ๑๘ ซึ่งเป็นแม่บทสำคัญสืบทอดมายังสมัยรัตนโกสินทร์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนตามสมควร๑๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

(๒) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ กับ พระราชกรณียกิจด้านกฎหมาย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าการประพฤติผิดในเรื่องชู้สาวและการล่วงละเมิดลูกเมียผู้อื่น นอกจากเป็นการสร้างความมัวหมองให้แก่ศีลธรรม ทำลายความสงบสุขของสังคมและครอบครัวแล้ว ยังเป็นการทำลายชื่อเสียงประเพณีของชาติบ้านเมือง จึงได้ประกาศพระราชบัญญัติลงโทษผู้ที่ประพฤติผิดในเรื่องชู้สาวและผัวเมีย๒๐ หลายมาตราด้วยกัน

“การออกประกาศพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เจ้าจอม หม่อมห้าม กราบถวายบังคมลาออกไปมีครอบครัวได้” ๒๑ ดูจะเป็นหลักฐานสำคัญและสนับสนุนพระจริยวัตรและพระอุปนิสัย ซึ่งไม่โปรด เรื่องราวทำนองนี้ รวมทั้งการหาหนทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรั้วในวัง โดยเริ่มจากความเกี่ยวข้องกับพระองค์ก่อน เพราะหากเจ้าจอมนางห้ามนั้นต้องการออกไปมีชีวิตปกติ หรือแต่งงานกับคนรักก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องลักลอบให้เกิดคดีความ “ทำนองชู้” ดังที่ผ่านมา

อีกทั้งความในพระราชหัตถเลขาแก่คณะทูตานุทูตแนะนำวิธีส่งหนังสือถึงหญิงชาววังว่า “…ครั้นจะให้ผู้อื่นไปส่ง (หนังสือ) แก่ผู้หญิงที่เป็นเมียเขานั้นเห็นว่าไม่ชอบกล …ถ้าเป็นผู้ชายอื่นมาลอบให้ไม่ให้ผัวเขารู้ก่อนนั้น ไม่ชอบกลเลย” ๒๒

แม้เรื่องราวทำนองนี้จะปรากฏหลักฐานมาก่อนในสมัยรัชกาลที่ ๓ หากแต่กลับทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในรัชกาลต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัชกาลที่ ๔ จากหลักฐานต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงพระจริยวัตร รวมทั้งพระราชกรณียกิจด้านกฎหมายที่เกิดขึ้น จุลปทุมชาดกจึงน่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาถ่ายทอดในงานจิตรกรรมอย่างน้อยในราวปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา และคงเป็นที่แพร่หลายในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔

_________________________________

๑๗ ดูรายละเอียดใน แอ็บบ็อต โลว์ มอฟแฟ็ท, แผ่นดินพระจอมเกล้าฯ, แปลโดย พ.อ. นิจ ทองโสภิต (กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, ๒๕๓๐), หน้า ๗๘.
๑๘ ประวัติศาสตร์กฎหมาย: กฎหมายตราสามดวง (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๒๖), หน้า ๑๐๑ - ๑๒๙.
๑๙ เช่น การเพิ่มอัตราปรับไหมชายชู้ การลงโทษชายทำชู้กับภริยาของข้าราชการที่บวช การส่งหญิงและชายชู้ให้สามีฆ่า หรือ ปรับไหม ดูรายละเอียดใน กฎหมายตราสามดวง เล่ม ๕ (พระนคร: คุรุสภา, ๒๕๐๖), หน้า ๘๕ - ๘๗.
๒๐ โอภาส เสวิกุล, พระราชบิดาแห่งการปฏิรูป (พระนคร: แพร่พิทยา, ๒๕๑๓), หน้า ๑๓๕. และดูรายละเอียดเพิ่มเติมในภาคผนวก
๒๑ ดูรายละเอียดใน “ประกาศ พ.ศ. ๒๔๐๑” ใน ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๐๔ (พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๑๑), หน้า ๒๙๕.
๒๒ “พระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๑๕ มีถึงคณะทูตานุทูตรวมกัน” พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่ม ๒ (พระนคร: คุรุสภา, ๒๕๐๖), หน้า ๒๕๔ - ๒๕๕.



บทสรุป

จุลปทุมชาดกจึงอาจเป็นปรัมปราคติแนวใหม่ ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์สังคมและงานช่างไทยที่ปรับเปลี่ยนในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ และทวีความเด่นชัดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยเน้นความสมจริงมากยิ่งขึ้น ทั้งเทคนิคงานช่างและการเลือกสรรเรื่องราวในการนำเสนอ ซึ่งเรื่องชาดกนั้นนอกจากทำหน้าที่บอกเล่าการบำเพ็ญเพียรของพระโพธิสัตว์ในแต่ละชาติแล้ว ยังทำหน้าที่ร่วม คือเป็นสื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นไปในสังคม โดยเฉพาะในกรณีศึกษา คือประเด็น “ความไม่ซื่อสัตย์ในชีวิตคู่” ดังจะเห็นได้จากการแสดงออกที่ปรากฏในงานจิตรกรรมจุลปทุมชาดก ซึ่งล้วนแต่เน้นให้เห็นถึงเรื่องราว “ความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ของตนด้วยการนอกใจหรือมีชู้” มากกว่าการให้ความสำคัญเรื่องการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นๆ

ทั้งนี้การถ่ายทอดจุลปทุมชาดกในงานจิตรกรรมคงเป็นที่นิยมและแพร่หลายในช่วงรัชกาลที่ ๔ ซึ่งคงสอดคล้องกับกรณีและเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นค่อนข้างมากในช่วงรัชสมัยนี้ อนึ่ง ความนิยมนี้แม้จะปรากฏหลายแห่งทั้งวัดในและนอกราชธานีรวมทั้งวัดในกลุ่มของชาวมอญ - ลาว หากเป็นที่น่าสังเกตว่า คงเป็นเพียงความนิยมพื้นถิ่น หรือความนิยมภายในของกลุ่มคนระดับกลางเท่านั้น ด้วยไม่ปรากฏลักษณะดังกล่าวในวัดหลวงเลย ซึ่งปัจจุบัน ข้อสังเกตนี้ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้



บรรณานุกรม

กฎหมายตราสามดวง เล่ม ๕. พระนคร: คุรุสภา, ๒๕๐๖.
กริสโวลด์, เอ บี.. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม. แปลโดย ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล. มปท., ๒๕๐๘. (ม.จ. จงจิตรถนอม ดิศกุล พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล ในมหามงคลสมัยพระชนมายุเสมอด้วยพระราชบิดา)
ทิพากรวงศ์ , เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓. พระนคร: คุรุสภา, ๒๕๐๔.
__________. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑. พระนคร: โรงพิมพ์ท่าพระจันทร์, ๒๔๗๗.
ธรรมปรีชา (แก้ว), พระยา. ไตรภูมิโลกยวินิจฉยกถา (ไตรภูมิฉบับหลวง) ฉบับ ๒ เล่ม ๒. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๐.
นิบาตชาดก เล่ม ๒ เอกนิบาต ทุกนิบาต, มปท. (คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๓๙)
นิบาตชาดก เล่ม ๑๐ เอกนิบาต ทุกนิบาต, มปท. (คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๓๙)
น. ณ ปากน้ำ. จิตรกรรมอยุธยา. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๓.
__________. จิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๒๕.
__________. ชุดจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย วัดคงคาราม. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๗.
__________. ชุดจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย วัดบางขุนเทียนใน . กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๐.
ประวัติศาสตร์กฎหมาย : กฎหมายตราสามดวง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๒๖.
พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๓. กรุงเทพฯ: หจก. ศิวพร, ๒๕๒๖. (มหามกุฏราชวิทยาลัยจัดพิมพ์เนื่องในวโรกาสครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๒๕)
พัฒน์ เพ็งผลา. “การวิเคราะห์การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในนิบาตชาดก” รายงานการวิจัย, ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๐.
มอฟแฟ็ท, แอ็บบ็อต โลว์. แผ่นดินพระจอมเกล้าฯ. แปลโดย พ.อ. นิจ ทองโสภิต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, ๒๕๓๐.
ลิไทย, พระยา. ไตรภูมิพระร่วง ฉบับตรวจสอบชำระใหม่. พิมพ์ครั้งที่ ๒. มปท., ๒๕๒๕. (สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานทอดผ้ากฐิน ณ วัดทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)
เวลลา, วอลเตอร์ ฟรานซีส. แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ. แปลจาก Siam Under Rama III by Walter F. Wella แปลโดย พ.อ. นิจ ทองโสภิต. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๐.
สันติ เล็กสุขุม. จิตรกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ ๓: ความคิดเปลี่ยน การแสดงออกก็เปลี่ยนตาม. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๘.
___________. “บางวัดในชุมชนมอญและลาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี” ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง : พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: พิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์, ๒๕๓๖.
สันติ เล็กสุขุม และกมล ฉายาวัฒนะ. จิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์, ๒๕๒๔.
สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา - กรุงธนบุรี เล่ม ๑ - ๒. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ( คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ จัดพิมพ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ)
อำรุง โกมลวรรธนะ. เจ้าฟ้ามงกุฎแห่งสยาม. พระนคร: แพร่พิทยา, ๒๕๐๖.
โอภาส เสวิกุล. พระราชบิดาแห่งการปฏิรูป. พระนคร: แพร่พิทยา, ๒๕๑๓.