
การสร้างพระพุทธรูปไม้ไว้ประจำชะตา
ผู้ใดจักสร้างพระพุทธรูปประจำชะตา
ให้นำเอาเครื่องบูชามีข้างตอกดอกไม้และลำเทียน
ไปทำพิธีพลีเอาไม้เดื่อป่องพร้อมกับกล่าวขอเอากับเทวดา
อันรักษาต้นไม้เดื่อป่องที่นั้นหลังจากนั้นจึงตัดเอากิ่งที่ขนาดพอที่จะสร้างพระพุทธรูปมา
๑ ท่อน นำไปตากแดดให้แห้ง
ให้หาวันที่เป็นมงคลดีแล้ว
ให้ผู้ที่จะแกะสลักอาบน้ำ สระผม แต่งตัว
แล้วนำเอาดอกไม้ไปไหว้พระในวิหารโดยกล่าวคำสวดว่า พุทโธเมนาโถ
มหาการุณิโก หิตาย สพพปาณินย ปุเรตวา ปารมี สพพปตโต
สมโพธิมุตตม เอเตน สจจวชเชน โหตุ โน ชยมงคลา
แล้วจึงลงมือแกะสลักไม้เดื่อป่องตามส่วนดังนี้
เอาความกว้างของหน้าตักมาหักเป็น ๔ ส่วน เอา ๑ ส่วน
เป็นความยาวของปล้องแขน แข้ง ขา ตีน มือ ให้เท่ากันหมด
คอให้ยาว ๓ นิ้วมือขวาง และให้กลมด้วย
ใบหูและโมลีให้ยาวเท่ากัน ตั้งแต่ตีนผมถึงหัวคิ้ว
ตั้งแต่หัวคิ้วถึงปลายจมูกเท่ากัน คิ้วและริมฝีปากเท่ากัน
ขอบตาล่างและบนให้โก่งเสมอกัน หัวตาหางตาให้แหลมเสมอกัน
คางให้กลมดั่งพระจันทร์เพ็ญแขน ขา
ให้กลมดังกับกลึงหรือสลักไม้นั้น นิ้วตีน นิ้วมือให้อวบกลมงาม
ริมฝีปากให้ดูเหมือนกับแย้มหัว
โมลีทำด้วยไม้มะม่วงพญายอ
เอาไม้ขนุนมาทำเป็น แท่นแก้ว เอาไม้ทันมาเป็นแขนขวา
ไม้หมากเป็นแขนซ้ายแล้วไปเอาลูกเดื่อป่อง ๔ ลูก ตากแดดให้แห้ง
แล้วเอามารองแท่นนั่งพระพุทธรูป
เอาแผ่นเงินหนัก ๑ บาท
มาลงเป็นดวงชะตาของผู้สร้างแล้วเศกด้วยคาถา หัวใจพระเจ้า
ว่า พุทโธ โพเธยย มุตโต โมเจยย ตินโนโตเรยย เสก ๔ ครั้ง
แล้วจารึก พุทธมงคลคาถาล้อมดวงชะตาแล้วลงคาถาผูกจิต
เพื่อให้มีสติมั่นคง ว่า เสติมิ สตต นิมิตต อนุพนทิตวา สตติมา
ปินิมนทฬห ยถากมเททฬห จิตต มม เขียนล้อมดวงชะตาแล้วเสก ๔ ครั้ง
แล้วจึงม้วนแผ่นเงินดวงชะตาใส่ในโพร่งช่องอกพระพุทธรูปให้อยู่ตรงบริเวณหัวใจ
และอาจจะมีอย่างอื่นใส่ด้วย เช่น แก้วแหวนเงินทองก็ยิ่งดี
แล้วจึงปิดให้สนิท แล้วลงคาถา หนังจัมมขันพระเจ้า แล้ว
เอาคาถา โย สนนิสินโน ลงแวดแล้วจึงทาด้วยน้ำรัก
แล้วจึงขัดแต่งให้เรียบ ลงรักปิดทอง แล้วจึงไปนิมนต์พระสงฆ์มา
๕ รูป หรือมากกว่านั้นก็ยิ่งดี
แล้วสระสรงอบรมด้วยเครื่องบูชาทั้งหลาย
มีดอกไม้ธูปเทียนเครื่องหอมทั้งหลายด้วยคารวะให้พระสงฆ์สวดมังคละ
เบิกบายพระพุทธรูปที่สร้างใหม่นั้นเพื่อเอาไว้ไหว้บูชาเป็นพระประจำชะตา
ก็จักวุฒิเจริญอยู่ดีมีสุข แม้นท้าวพญาคฤหัสถ์ นักบวช
ชายหญิงทั้งหลายหากสร้างไว้ก็วุฒิเจริญแก่ตน
ด้วยเตชะสมบัติมั่นคง
รุ่งเรืองเมื่อตายไปยังจักได้เกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า และนิพพาน

พระแก้ว
สร้างจากหินโป่งข่าม
(หรือหินที่ชาวเหนือโบราณถือกันว่าเป็นแก้วสารพัดนึก)
สัดส่วนของพระพุทธรูปตามทัศนคติ
ช่างล้านนา
ดูดโทน
คือไม้หรือเหล็กที่ฝังไว้ในองค์พระพุทธรูปแทนกระดูก
จากไหล่ซ้ายยาวไปถึงไหล่ขวา
ในสมัยโบราณทำด้วยไม้กลมขนาดพอสมควรกับความใหญ่ขององค์พระ
ความยาวนั้นให้วัดจากเข่าซ้ายไปถึงเข่าขวา หรือหว่างตัก
มาหักเป็น ๔ ส่วน เอา ๔ ส่วน เป็นความายาวของดูกโทน
ท้ายหัวให้เจาะเป็นรูทะลุ
เพื่อที่จะเป็นที่เชื่อมต่อไม้กระดูกแขนทั้ง ๒ ข้าง
ต่อมามีการใช้เหล็กเป็นดูกโทน

ใบหน้าของชาวเหนือที่มักเป็นใบหน้ารูปใข่ได้รูป
และพระพุทธรูปของชาวเหนือก็มักมีใบหน้าเป็นรูปใข่
อีกตำราหนึ่งว่า
ถ้าจะก่อหรือสร้างพระพุทธรูปให้เหมือนกับพระพุทธเจ้าเมื่อยังดำรงพระชนม์อยู่นั้น
ให้วัดจากหัวเข่าซ้ายไปถึงหัวเข่าขวา
ได้ความกว้างเท่าใดให้แบ่งเป็น ๓ ส่วน
เอาหนึ่งส่วนไปวัดจากพื้นที่นั่งขึ้นถึงสะดือ
เอาวัดจากสะดือขึ้นถึงอก เอาวัดจากอกขึ้นถึงคาง
เอาวัดจากคางถึงตีนผม เอาไม้วัดจากรักแร้ถึงศอกพับ
จากศอกพับถึงข้อมือ จากข้อมือถือปลายนิ้ว และความยาวของใบหน้า
จะเท่ากันหมด
ให้วัดความยาวของใบหน้ามาหักครึ่งเอาเป็นความยาวของนิ้วมือ
เอาข้อมือมาหัก ๔ ฝ่ามือ กว้าง ๑ เท่าครึ่ง
หน้าผากกว้างครึ่งหนึ่งของความยาวของใบหน้า ปล้องขา ปล้องแข้ง
ยาวเท่ากับความยาวของใบหน้า
ไหล่กว้างเท่ากับสองเท่าความยาวของใบหน้า
เอาความยาวของหน้ามาหักเป็น ๔ ส่วน ทิ้งไป ๑ ส่วน เอา ๓
ส่วนที่เหลือมาเป็นความกว้างระหว่างนมทั้ง๒
เอาความยาวของหน้ามาหักเป็น ๓ ส่วนเอา ๑ ส่วนเป็นปาก
เป็นความยาวของตา เป็นความกว้างของหน้าผาก
หัวคิ้วมาถึงปลายจมูกเท่ากัน ช่วงตาให้กลมดีดั่งกีบวัวอุศุภราช
ตาที่เปิดอยู่ให้แหลมดังกลีบกระเทียม
คิ้วให้โก่งเหมือนรุ้งกินน้ำ
หูยาวเท่ากับความยาวของใบหน้าหูส่วนบนให้สูงระดับคิ้วใบหน้าให้มีลักษณะ
๓ คือลักษณะไทย ลักษณะขอม ลักษณะโจร
ส่วนที่มีลักษณะเป็นไทยนั้นให้เหมือนดังพญาจักรพรรดิ ใบหน้า ๓
ลักษณะนี้มารวมกัน เรียกว่า ราชสิงหลักษณะ

พระพุทธรูปศิลปแบบล้านช้าง
เป็นพระไม้แกะ ลงชาดปิดทองอายุมากกว่า 400 ปี
อีกตำราหนึ่ง
เอาความกว้างของหว่างเพลามาหัก ๓ ทิ้ง ส่วน ๑
เป็นความยาวของดูกโทน ไม้ดูกโทนตกตรงไหนให้สิ่วรูไม้แขนเข้า
ตั้งแต่ไม้ขาเปียขึ้นไป เอา ๑ ส่วน เป็นคอและเป็นหัว
เอาหว่างเพลามาหักเป็น ๔ ส่วน เอา ๑ ส่วนมาวัดเป็นหน้า
และเป็นบาท เอา ๑ ส่วนของหว่างเพลานั้นมาหักเป็น ๔
ส่วนมาวัดคางถึงปาก จากปากถึงคิ้ว จากคิ้วถึงตีนผม
คางให้กลมดั่งพระจันทร์เพ็ญ โมลี
และโบหูยาวเท่ากันตั้งแต่ตีนผมมาต่อหัวคิ้วและตั้งแต่หัวคิ้วมาเพียงปลายจมูกเท่ากัน
คิ้วและริมฝีปากเท่ากัน ขอบตาล่างและบนให้โก่งเสมอกัน
หัวตาหางตาให้แหลมเท่ากัน แขน แข้ง ขา ให้กลมงาม
นิ้วตีนนิ้วมือให้อวบและกลมงาม ริมฝีปากให้เป็นดั่งแย้มหัวนั้น
สะทายหรือปูนสำหรับพอกและทาองค์พระพุทรธูปให้เอาปูนขาว ๔ ส่วน
ทราย ๒ ส่วน ดินจี่หรืออิฐบด ๒ ส่วน เอาน้ำมันยางตัด
ใส่น้ำหนัง น้ำเหมียก เป็นน้ำผสม หมักดองไว้ให้เข้ากัน

งานช่างฝีมือของชาวเชียงใหม่
ซึ่งมีการลงชาดถมทองอันแสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของนครแห่งใหม่(ของพ่อขุนเมงราย)
ช่างฝีมือชาวเชียงใหม่
มีมาครั้งสมัยพระญามังรายตั้งเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนา
เมื่อ พ . ศ . ๑๘๓๙ โดยตำนานระบุว่า
พระญามังรายได้ช่างฝีมือจำนวนมากมาจากหัวเมืองมอญและหงสาวดี
ฝีมือของช่างดังกล่าวเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปทั้งภายในอาณาจักรและดินแดนใกล้เคียง
แต่เมื่อคราวที่เชียงใหม่อ่อนแอถูกพม่าเข้ามายึดครองตั้งแต่ พ
. ศ . ๒๑๐๑ หลังจากนั้นกษัตริย์พม่า
ได้เห็นความสำคัญของบรรดาช่างฝีมือทั้งหลาย
ได้กวาดต้อนไปเป็นเชลยทั้งครอบครัว
จึงทำให้เชียงใหม่ขาดแคลนช่างฝีมือและผู้คน
จวบจนถึงสมัยกาวิละวงศ์พระญากาวิละและพี่น้อง
ได้ให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยพระเจ้ากรุงธนบุรี
และกองทัพของกรุงรัตนโกสินทร์สามารถปราบศัตรู
ให้หมดไปจากแผ่นดินเชียงใหม่ได้สำเร็จในปี พ . ศ . ๒๓๑๗
นับจากนั้นเป็นต้นมา
ผู้นำชาวล้านนาได้รวบรวมผู้คนจากทั่วทุกถิ่น
ตั้งแต่ดินแดนของชาวไทใหญ่ ไทเขิน ลุ่มแม่น้ำสาละวิน
แม่น้ำเขิน และไทลื้อดินแดนสิบสองพันนา
ลงมาไว้ตามหัวเมืองต่างๆ ที่ร้างผู้คนในช่วงพม่าปกครอง
การจัดแบ่งผู้คนในครั้งนั้น
ได้มีการจัดสรรบรรดาช่างฝีมือทั้งหลายไว้โดยรอบกำแพงเมือง
เพื่อให้เป็นช่างหลวงและช่างฝีมือสืบไป เช่น ชาวบ้านสะต๋อย
บ้านงัวลาย บ้านนันทา บ้านช่างหล่อ บ้านช่างเขิน บ้านช่างคำ
บ้านช่างเงิน และบ้านช่างกระดาษ เป็นต้น

การบวชลูกแก้ว
ของชาวมอญโบราณ ที่ชายแดนไทยพม่า
มีการประดับประดาอย่างสวยงาม(ภาพนี้ถ่ายก่อน พ ศ 2530)
สำหรับบ้านช่างหล่อนั้น
มีอาณาเขตระหว่างสี่แยกประตูสวนปรุงกับสี่แยกประตูเชียงใหม่
มีถนนช่างหล่อผ่านหน้าหมู่บ้าน
อยู่ติดกับคูเมืองด้านประตูเชียงใหม่และประตูสวนปรุงจากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุของหมู่บ้านช่างหล่อได้ความว่า
สมัยก่อนบริเวณที่เป็นบ้างช่างหล่อนี้ผู้คนอาศัยอยู่มีประมาณ
๒๐ ครอบครัว ทุกครัวเรือนมีอาชีพหล่อพระพุทธรูปมาประมาณ ๓ - ๔
ชั่วคนแล้ว
ส่วนที่ติดกับบ้านช่างหล่อทางทิศใต้เป็นหมู่บ้านช่างเงิน
ต่อจากบ้านช่างเงินแถววัดนันทารามเป็นหมู่บ้านช่างเขินปัจจุบันมีครอบครัวที่ยังคงประกอบอาชีพปั้น
- หล่อ พระพุทธรูปแบบโบราณนี้เพียง ๕ ครอบครัวเท่านั้น
การปั้น -
หล่อพระพุทธรูปจากอดีตถึงปัจจุบัน
การปั้น -
หล่อพระพุทธรูปในอดีตที่ผ่านมากับปัจจุบันไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก
ในความเห็นของช่างมีความเห็นเพียงแต่ว่า
ปัจจุบันมีเครื่องอุปกรณ์ที่ทันสมัย
ช่วยทำให้รวดเร็วและประหยัดเวลามากกว่าเดิมเท่านั้น

ลักษณะของการประดิษฐานของพระพุทธรูปไม้
ภาพนี้ถ่ายจากวัดหนึ่งในเมืองเชียงรุ้ง
จากการสัมภาษณ์ช่างหล่อพระพุทธรูป
ทราบว่าลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปมีอยู่ ๓ ลักษณะคือ
๑ . พรหมลักษณะ
พระพุทธรูปจะมีพระวรกายตรงงดงาม ดูไม่น่าเบื่อ
มีพระพักตร์สวยพิศ ชวนแก่การมองและการเคารพกราบไหว้ยิ่งนัก
ตัวอย่างของพระพุทธรูปที่ถูกต้องพรหมลักษณะนี้ ได้แก่
พระเจ้าเก้าตื้อ วัดพระเจ้าเก้าตื้อ อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น
๒ . สิงหลักษณะ
พระพุทธรูปจะต้องมีพระวรกายอวบอ้วน องอาจผึ่งผายยิ่งนัก
ตัวอย่างของพระพุทธรูปตามสิงหลักษณะ ได้แก่
พระพุทธรูปสกุลพระพุทธสิหิงค์ ( พระสิงห์ ) ทั้งมวล
ซื่อแสดงลักษณะแห่งพญาราชสีห์
๓ . พุทธลักษณะ
พระพุทธรูปจะต้องมีลักษณะดังพระพุทธเจ้า มีพระเนตรทอดต่ำ
อยู่ในอาการสำรวม
พระพุทธรูปในเมืองไทยส่วนมากมีลักษณะแบบพุทธลักษณะ
โดยเฉพาะพระประธานในพระวิหารของวัดในภาคเหนือได้สร้างพระพุทธรูปตามแบบพุทธลักษณะนี้
ขั้นตอนและวิธีการปั้น -
หล่อพระพุทธรูปของช่างเชียงใหม่
ช่างปั้น -
หล่อพระพุทธรูปบ้านช่างหล่อ ตำบลหายยา อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ มีขั้นตอนและวิธีการปั้น -
หล่อพระพุทธรูปแบบพื้นบ้าน
ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพชน ๓ - ๔
ชั่วอายุคน ดังนี้

พระพุทธรูปศิลปะล้านนา
(ยุคเชียงแสนสิงห์สาม) วัสดุสำริด หน้าตักราวสี่นิ้ว

|
ขั้นตอนที่ ๑
เตรียมดินเพ็ก ( อ่าน ดินเป็ก ) หรือดินหยาบ
ไว้สำหรับปั้นหุ่นแกนดิน ดินเพ็กได้จากดินเหนียว ( ดินดาก
) ผสมกับแกลบและขี้เลื่อยในอัตราส่วน ๑ : ๒ : ๑ ดินเพ็ก
คือ ดินหยาบสำหรับปั้นแกนดิน
ก่อนผสมต้องนำดินเหนียวไปผึ่งแดดและหมักในน้ำให้อิ่มตัว
นำส่วนผสมนั้นมาคลุกเคล้าให้เข้ากันและนวดจนเหนียวได้ที่คือ
สามารถปั้นเป็นก้อนได้
ขั้นตอนที่ ๒
นำดินที่ผสมแล้ว หรือเรียกภาษาพื้นบ้านว่า ดินเพ็ก
นี้ไปปั้นขึ้นองค์พระพุทธรูป โดยเริ่มจากฐานก่อน
การปั้นหุ่นแกนดินต้องรอให้ฐานแกนดินแห้งเสียก่อน
ถึงจะปั้นองค์พระต่อขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่งเติมรายละเอียดตามแบบตัวอย่าง
ส่วนมากจะเป็นรูปถ่ายโดยช่างจะขยายแบบจากของจริงตามขนาดที่ต้องการปั้นนี้จะไม่ปั้นองค์พระพุทธรูปตัน
แต่จะปั้นให้แกนหุ่นภายในกลวง
ช่างเชียงใหม่นิยมใช้สายตาของช่างเป็นเกณฑ์วัดอาศัยความชำนาญ
และประสบการณ์มากกว่าจะใช้เครื่องมือช่วย เช่น ลูกดิ่ง
วงเวียน ถ้าพระพุทธรูปที่มีหน้าตักเล็กกว่า ๒๐ นิ้ว
ช่างจะไม่นิยมเสริมโครงไม้ภายในองค์พระพุทธรูป
แต่ถ้าองค์พระพุทธรูปมีหน้าตักกว้างกว่า ๒๐ นิ้วขึ้นไป
ช่างก็จะใส่โครงไม้และเหล็กไว้ภายในองค์พระพุทธรูป
เพื่อป้องกันหุ่นล้ม
ขั้นตอนที่ ๓
เมื่อปั้นหุ่นพระพุทธรูปด้วย ดินเพ็ก
หรือดินหยาบเรียบร้อยแล้ว
จึงนำดินอ่อนละเอียดซึ่งได้จากดินเหนียวผสมขี้เลื่อยในอัตราส่วน
๑ : ๒ เมื่อได้ดินอ่อนละเอียดแล้วจะนำมาทาครอบทับบางๆ
บนแกนหุ่น ถ้าเป็นแกนหุ่นพระพุทธองค์โตก็จะทาทับหนาประมาณ
๑ เซนติเมตร
การครอบทับด้วยดินอ่อนละเอียดนี้ก็เพื่อว่าขณะที่เผาหุ่นแกนดิน
ด้วยความร้อนที่สูงมากดินที่ปั้นไว้ข้างในจะไม่แตกตัวออก
เมื่อดินอ่อนที่ทาครอบแกนหุ่นดินแห้งแล้ว
ก็จะตกแต่งโดยใช้ไกดิน
หรือตะไบหยาบมาตกแต่งหุ่นองค์พระพุทธรูปให้สวยงาม
ตามแบบการปั้นหุ่นแกนดินนี้ ช่างจะปั้นฐานองค์พระก่อน
รอจนฐานหุ่นแห้งดีแล้วจึงจะปั้นองค์พระต่อ
ทั้งนี้ก็เพื่อว่าเมื่อฐานแข็งแรงดีแล้วก็จะสามารถรับน้ำหนักขององค์พระได้
โดยไม่ทำให้ยุบหรือล้ม นอกจากนี้
ช่างยังพบว่าการปั้นหุ่นแกนดินนี้ต้องปั้นตอนใกล้เที่ยงวันถึงตอนบ่ายประมาณบ่าย
๓ โมงเย็น เพราะเป็นช่วงที่แสงสว่างกำลังพอดี
แสงสว่างมีความสำคัญต่องานศิลปะอย่างมาก
ส่วนเศียรพระพุทธรูปนั้นช่างจะปั้นต่างหาก
รวมทั้งการตกแต่งเม็ดพระศกให้เรียบร้อยถึงจะนำไปต่อกับหุ่นองค์พระงานปั้นเศียรพระเป็นงามที่ต้องใช้ความประณีต
และถือเป็นศูนย์รวมของความสวยงามของพระพุทธรูป
ขั้นตอนที่ ๔
การประกบหรือการบุขี้ผึ้งนี้
ช่างจะนำเอาขี้ผึ้งสีแดงที่เป็นแผ่นมาบุเข้ากับแกนหุ่นดิน
โดยการนำเอาแผ่นขี้ผึ้งมาอังไฟอ่อนๆ
ในเตาอั้งโล่เพื่อให้ขี้ผึ่งอ่อนตัว
ประกอบเข้ากับแกนหุ่นให้ทั่วองค์พระพุทธรูป
แล้วขูดแต่งให้เรียบด้วยมีดปลายแหลมเล่มเล็กๆ
มีดนี้จะมีด้ามยาว ซึ่งช่วงวางน้ำหนักมือได้ดี
ตกแต่งรายละเอียดด้วยการเกลาให้เรียบร้อย
ตรงไหนที่มีรอยต่อ ช่างจะใช้ผ้าอังไฟให้ร้อน
นำมาเช็ดรอยต่อและรอยต่อชนวนให้เรียบ
การประกอบขี้ผึ้งนี้ช่างจะใช้ขึ้นผึ้งที่มีความหนาตามขนาดของหน้าตักแกนหุ่นพระพุทธรูป
เช่น ถ้าแกนหุ่นพระพุทธรูปหน้าตักกว้างไม่เกิน ๙ นิ้ว
ช่างจะใช้ขี้ผึ้งที่มีความหนาประมาณ ๓ มิลลิเมตร
แต่ถ้าแกนหุ่นพระพุทธรูปหน้าตักกว้างเกิน ๙ นิ้ว
ก็จะใช้ขี้ผึ้งหนาตามสัดส่วน
ขั้นตอนที่ ๕
นำมูลวัว และดินดำละเอียดผสมกับน้ำทาทั่วแกนหุ่นพระพุทธรูป
๓ รอบ เพื่อยึดขี้ผึ้งกับดินที่หุ้ม (
ปัจจุบันช่างจะไม่ทามูลวัวเพราะเสียเวลา )
เมื่อทามูลวัวแล้วจะนำตะปูมาตอกให้ทั่วแกนหุ่น
เพื่อยึดดินข้างในขี้ผึ้งกับดินข้างนอกขี้ผึ้ง
นำดินอ่อนดำซึ่งได้จากดินเหนียวผสมแกลบเผาในอัตราส่วน ๒ :
๑ มาพอกทับบางๆ ๑ ชั้น
เมื่อแห้งแล้วนำดินหยาบซึ่งได้จากดินเหนียวผสมแกลบมาพอกทับอีก
๒ ชั้น พอกครั้งสุดท้ายให้มิดตะปู
ถ้าองค์พระพุทธรูปหน้าตักกว้างเกิน ๒๐ นิ้ว
ช่างจะใช้ลวดมาสานเย็บตารางครอบแกนหุ่นพระพุทธรูป
เพื่อยึดดินไม่ให้แตกออก แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง
ขั้นตอนที่ ๖
หลังจากที่ดินหุ้มองค์พระแห้งดีแล้ว
ช่างจะกลับหุ่นองค์พระพุทธรูปโดยเอาฐานพระขึ้นข้างบน
เพื่อทำปากจอกไว้สำหรับให้ขี้ผึ้งไหลออก
และเป็นทางสำหรับหล่อทองเหลืองเข้าแล้วนำหุ่นพระพุทธรูปขึ้นไว้บนเตาสุมไฟเพื่อสำรองขึ้นผึ้งออกมาให้หมด
โดยใช้ไฟที่ใช้ความร้อนปานกลาง
เมื่อขี้ผึ้งที่หุ้มหุ่นดินองค์พระพุทธรูปไหลออกหมดแล้ว
ช่างจะเผาหุ่นดินต่อไปด้วยไฟที่ให้ความร้อนพอดี
ถ้าร้อนเกินไปดินจะยุ่ยกรอบ
และแตกถ้าความร้อนไม่พอดินจะไม่แข็งพอที่จะนำไปหล่อทองเหลืองได้
ขั้นตอนที่ ๗
นำหุ่นดินพระพุทธรูปที่เผาเอาขี้ผึ้งออกหมดแล้วไปขึ้นเตาเผาที่เตรียมไว้
โดยกลับหุ่นเอาฐานองค์พระขึ้นข้างบนเศียรอยู่ข้างล่าง
การเผาให้ความร้อนสูง
ในอดีตช่างจะใช้สูบลมช่วยเป่าให้เกิดความร้อนอย่างสม่ำเสมอ
ปัจจุบันช่างใช้พัดลมหอยโข่งช่วย
ไม่ต้องใช้แรงงานคนสูบเพราะใช้ไฟฟ้าแทน
การเผาดินจนสุกจะทำให้ดินแข็งพอที่จะหล่อทองเหลืองได้
ซึ่งต้องใช้เวลาเผาประมาณ ๗ - ๘ ชั่วโมง
เมื่อหุ่นดินพระพุทธรูปสุกใกล้จะแดงเต็มที่
เมื่อหุ่นดินสุกแดงดีแล้วก็จะถอนไฟออก
จะเหลือถ่านไฟที่ให้ความร้อนพอดีสม่ำเสมออเพื่อที่จะได้ทองเหกลืองที่หลอมออกมาเนื้อดี
เนื้อทองจะไหลลื่นไม่เหนียวติดเบ้า
ใช้คีมสองหางยกเบ้าทองเหลืองขึ้นเทลงตรงปากจอกที่ฐานองค์พระจนเต็มทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ
๒ วัน
การที่เอาเศียรหุ่นดินพระพุทธรูปลงเช่นนี้นอกจากสะดวกในการสำรองขี้ผึ้งออกอและเททองเหลืองเข้าไปในหุ่นองค์พระแล้ว
ช่างยังอธิบายว่า พระพุทธรูปที่ดูสวย
น่าศรัทธานั้นอยู่ที่พระพักตร์พระพุทธรูป
ดังนั้นการเอาเศียรหุ่นพระลงก็เพื่อให้ได้พระพักตร์ที่ได้ทองเหลือหุ้มโดยทั่วถึง
และเมื่อนำไปขัดแต่งแล้ว
พระพักตร์พระพุทธรูปจะเหลืองสุกอร่ามตา
ส่วนฟืนที่ใช้เผาหุ่นดินและหลอมทองเหลืองนี้ก็ใช้ฟืนไม้เนื้อแข็ง
ส่วนการกำหนดอัตราส่วนระหว่างขี้ผึ้งที่ไหลออกมาจากหุ่นดินกับจำนวนทองเหลือง
ที่จะเทหล่อเข้าไปแทนที่นี้ช่างจะกำหนดอัตราส่วน ๑ : ๑ :
๑๒ กิโลกรัม กล่าวคือ เมื่อขี้ผึ้งที่สำรอกออกมามากเท่าใด
ช่างก็ใช้ทองเหลืองตามอัตราส่วนนั้น
ส่วนเตาเผานั้นใช้อิฐมอญวางเรียงซ้อนกันขึ้นไปรอบๆ
หุ่นดินพระพุทธรูป และใช้แผ่นสังกะสีมาวางปิดบนเตา
เพื่อไม่ใหช้ความร้อนผ่านออกสู่ข้างบนเตาเผา
ขั้นตอนที่ ๘
ทิ้งให้องค์พระพุทธรูปเย็นลง ช่างจะตะแคงองค์พระพุทธรูปลง
ทุบดินภายนอกออกและกระทุ้งดินข้างในออกด้วย ตัดตะปู
ตัดชนวน อุดรูรั่วของทองเหลือง
โดยการเชื่อมตามรอยรั่วให้เรียบร้อย
ก็จะได้พระพุทธรูปทองเหลืองที่ไม่สวยนัก
หลังจากนั้นจึงใช้กระดาษทราบหยาบขัดผิวให้เรียบ
ใช้ตะไบไฟฟ้า ขัดให้ขึ้นเงาสวยงาม
ขั้นตอนที่ ๙
ขั้นตอนสุดท้ายของการปั้น -
หล่อพระพุทธรูปของช่างเชียงใหม่ก็คือการแต่งและทำสีตามที่ลูกค้าต้องการ
รูปแบบและสีที่ลูกค้าต้องการ อาทิ แบบปิดทอง
หรือแบบสนิมสีต่างๆ เช่น สนิมเขียว สนิมเขียวดำ
สนิมเขียวแดง นอกจากนี้สนิมต่างๆ แล้ว
ลูกค้าบางคนยังชอบแบบรมดำอีกด้วย |
|
|