D i s c o v e r y T h a i l a n d  M u s e u m   o f   B u d d h a   i m a g e s
Museum of Dvthai collection of Buddha image from southeast  Asia
 
 
     

ผู้เช่าสามารถ แสดงเจตจำนงในการเช่า ได้โดย ส่งอีเมล์ แจ้งได้ที่ nokkiller@hotmail.com  หรือ โทรศัพท์แจ้งความประสงค์ได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์     0 6670 8877  หรือโทร 081 672 8899  และสามารถโอนเงินได้ที่หมายเลข บัญชี 431-031761-7 ชื่อ บัญชีออมทรัพย์  ชนก หล้านามวงศ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสัชนาลัย

Museum of Discovery Thailand   is your key to the internet information, such as collecting, buying & selling about Buddha image and antiques especially Images of Thai Buddha  Mysite is the place to share information, experience, tips, goods and services.  Most of the collections are sold at more than the reasonable prices compare with most international standards. Please Enter & Enjoy our Site.

   
   

 

การสร้างพระพุทธรูปไม้ไว้ประจำชะตา

ผู้ใดจักสร้างพระพุทธรูปประจำชะตา ให้นำเอาเครื่องบูชามีข้างตอกดอกไม้และลำเทียน ไปทำพิธีพลีเอาไม้เดื่อป่องพร้อมกับกล่าวขอเอากับเทวดา อันรักษาต้นไม้เดื่อป่องที่นั้นหลังจากนั้นจึงตัดเอากิ่งที่ขนาดพอที่จะสร้างพระพุทธรูปมา ๑ ท่อน นำไปตากแดดให้แห้ง

ให้หาวันที่เป็นมงคลดีแล้ว ให้ผู้ที่จะแกะสลักอาบน้ำ สระผม แต่งตัว แล้วนำเอาดอกไม้ไปไหว้พระในวิหารโดยกล่าวคำสวดว่า พุทโธเมนาโถ มหาการุณิโก หิตาย สพพปาณินย ปุเรตวา ปารมี สพพปตโต สมโพธิมุตตม เอเตน สจจวชเชน โหตุ โน ชยมงคลา แล้วจึงลงมือแกะสลักไม้เดื่อป่องตามส่วนดังนี้ เอาความกว้างของหน้าตักมาหักเป็น ๔ ส่วน เอา ๑ ส่วน เป็นความยาวของปล้องแขน แข้ง ขา ตีน มือ ให้เท่ากันหมด คอให้ยาว ๓ นิ้วมือขวาง และให้กลมด้วย ใบหูและโมลีให้ยาวเท่ากัน ตั้งแต่ตีนผมถึงหัวคิ้ว ตั้งแต่หัวคิ้วถึงปลายจมูกเท่ากัน คิ้วและริมฝีปากเท่ากัน ขอบตาล่างและบนให้โก่งเสมอกัน หัวตาหางตาให้แหลมเสมอกัน คางให้กลมดั่งพระจันทร์เพ็ญแขน ขา ให้กลมดังกับกลึงหรือสลักไม้นั้น นิ้วตีน นิ้วมือให้อวบกลมงาม ริมฝีปากให้ดูเหมือนกับแย้มหัว

โมลีทำด้วยไม้มะม่วงพญายอ เอาไม้ขนุนมาทำเป็น แท่นแก้ว เอาไม้ทันมาเป็นแขนขวา ไม้หมากเป็นแขนซ้ายแล้วไปเอาลูกเดื่อป่อง ๔ ลูก ตากแดดให้แห้ง แล้วเอามารองแท่นนั่งพระพุทธรูป

เอาแผ่นเงินหนัก ๑ บาท มาลงเป็นดวงชะตาของผู้สร้างแล้วเศกด้วยคาถา “ หัวใจพระเจ้า ” ว่า พุทโธ โพเธยย มุตโต โมเจยย ตินโนโตเรยย เสก ๔ ครั้ง แล้วจารึก พุทธมงคลคาถาล้อมดวงชะตาแล้วลงคาถาผูกจิต เพื่อให้มีสติมั่นคง ว่า เสติมิ สตต นิมิตต อนุพนทิตวา สตติมา ปินิมนทฬห ยถากมเททฬห จิตต มม เขียนล้อมดวงชะตาแล้วเสก ๔ ครั้ง แล้วจึงม้วนแผ่นเงินดวงชะตาใส่ในโพร่งช่องอกพระพุทธรูปให้อยู่ตรงบริเวณหัวใจ และอาจจะมีอย่างอื่นใส่ด้วย เช่น แก้วแหวนเงินทองก็ยิ่งดี แล้วจึงปิดให้สนิท แล้วลงคาถา “ หนังจัมมขันพระเจ้า ” แล้ว เอาคาถา โย สนนิสินโน ลงแวดแล้วจึงทาด้วยน้ำรัก แล้วจึงขัดแต่งให้เรียบ ลงรักปิดทอง แล้วจึงไปนิมนต์พระสงฆ์มา ๕ รูป หรือมากกว่านั้นก็ยิ่งดี แล้วสระสรงอบรมด้วยเครื่องบูชาทั้งหลาย มีดอกไม้ธูปเทียนเครื่องหอมทั้งหลายด้วยคารวะให้พระสงฆ์สวดมังคละ เบิกบายพระพุทธรูปที่สร้างใหม่นั้นเพื่อเอาไว้ไหว้บูชาเป็นพระประจำชะตา ก็จักวุฒิเจริญอยู่ดีมีสุข แม้นท้าวพญาคฤหัสถ์ นักบวช ชายหญิงทั้งหลายหากสร้างไว้ก็วุฒิเจริญแก่ตน ด้วยเตชะสมบัติมั่นคง รุ่งเรืองเมื่อตายไปยังจักได้เกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า และนิพพาน

พระแก้ว สร้างจากหินโป่งข่าม (หรือหินที่ชาวเหนือโบราณถือกันว่าเป็นแก้วสารพัดนึก)

สัดส่วนของพระพุทธรูปตามทัศนคติ ช่างล้านนา

ดูดโทน คือไม้หรือเหล็กที่ฝังไว้ในองค์พระพุทธรูปแทนกระดูก จากไหล่ซ้ายยาวไปถึงไหล่ขวา ในสมัยโบราณทำด้วยไม้กลมขนาดพอสมควรกับความใหญ่ขององค์พระ ความยาวนั้นให้วัดจากเข่าซ้ายไปถึงเข่าขวา หรือหว่างตัก มาหักเป็น ๔ ส่วน เอา ๔ ส่วน เป็นความายาวของดูกโทน ท้ายหัวให้เจาะเป็นรูทะลุ เพื่อที่จะเป็นที่เชื่อมต่อไม้กระดูกแขนทั้ง ๒ ข้าง ต่อมามีการใช้เหล็กเป็นดูกโทน

 

ใบหน้าของชาวเหนือที่มักเป็นใบหน้ารูปใข่ได้รูป และพระพุทธรูปของชาวเหนือก็มักมีใบหน้าเป็นรูปใข่

อีกตำราหนึ่งว่า ถ้าจะก่อหรือสร้างพระพุทธรูปให้เหมือนกับพระพุทธเจ้าเมื่อยังดำรงพระชนม์อยู่นั้น ให้วัดจากหัวเข่าซ้ายไปถึงหัวเข่าขวา ได้ความกว้างเท่าใดให้แบ่งเป็น ๓ ส่วน เอาหนึ่งส่วนไปวัดจากพื้นที่นั่งขึ้นถึงสะดือ เอาวัดจากสะดือขึ้นถึงอก เอาวัดจากอกขึ้นถึงคาง เอาวัดจากคางถึงตีนผม เอาไม้วัดจากรักแร้ถึงศอกพับ จากศอกพับถึงข้อมือ จากข้อมือถือปลายนิ้ว และความยาวของใบหน้า จะเท่ากันหมด ให้วัดความยาวของใบหน้ามาหักครึ่งเอาเป็นความยาวของนิ้วมือ เอาข้อมือมาหัก ๔ ฝ่ามือ กว้าง ๑ เท่าครึ่ง หน้าผากกว้างครึ่งหนึ่งของความยาวของใบหน้า ปล้องขา ปล้องแข้ง ยาวเท่ากับความยาวของใบหน้า ไหล่กว้างเท่ากับสองเท่าความยาวของใบหน้า เอาความยาวของหน้ามาหักเป็น ๔ ส่วน ทิ้งไป ๑ ส่วน เอา ๓ ส่วนที่เหลือมาเป็นความกว้างระหว่างนมทั้ง๒ เอาความยาวของหน้ามาหักเป็น ๓ ส่วนเอา ๑ ส่วนเป็นปาก เป็นความยาวของตา เป็นความกว้างของหน้าผาก หัวคิ้วมาถึงปลายจมูกเท่ากัน ช่วงตาให้กลมดีดั่งกีบวัวอุศุภราช ตาที่เปิดอยู่ให้แหลมดังกลีบกระเทียม คิ้วให้โก่งเหมือนรุ้งกินน้ำ หูยาวเท่ากับความยาวของใบหน้าหูส่วนบนให้สูงระดับคิ้วใบหน้าให้มีลักษณะ ๓ คือลักษณะไทย ลักษณะขอม ลักษณะโจร ส่วนที่มีลักษณะเป็นไทยนั้นให้เหมือนดังพญาจักรพรรดิ ใบหน้า ๓ ลักษณะนี้มารวมกัน เรียกว่า ราชสิงหลักษณะ

พระพุทธรูปศิลปแบบล้านช้าง เป็นพระไม้แกะ  ลงชาดปิดทองอายุมากกว่า 400 ปี

อีกตำราหนึ่ง เอาความกว้างของหว่างเพลามาหัก ๓ ทิ้ง ส่วน ๑ เป็นความยาวของดูกโทน ไม้ดูกโทนตกตรงไหนให้สิ่วรูไม้แขนเข้า ตั้งแต่ไม้ขาเปียขึ้นไป เอา ๑ ส่วน เป็นคอและเป็นหัว เอาหว่างเพลามาหักเป็น ๔ ส่วน เอา ๑ ส่วนมาวัดเป็นหน้า และเป็นบาท เอา ๑ ส่วนของหว่างเพลานั้นมาหักเป็น ๔ ส่วนมาวัดคางถึงปาก จากปากถึงคิ้ว จากคิ้วถึงตีนผม คางให้กลมดั่งพระจันทร์เพ็ญ โมลี และโบหูยาวเท่ากันตั้งแต่ตีนผมมาต่อหัวคิ้วและตั้งแต่หัวคิ้วมาเพียงปลายจมูกเท่ากัน คิ้วและริมฝีปากเท่ากัน ขอบตาล่างและบนให้โก่งเสมอกัน หัวตาหางตาให้แหลมเท่ากัน แขน แข้ง ขา ให้กลมงาม นิ้วตีนนิ้วมือให้อวบและกลมงาม ริมฝีปากให้เป็นดั่งแย้มหัวนั้น สะทายหรือปูนสำหรับพอกและทาองค์พระพุทรธูปให้เอาปูนขาว ๔ ส่วน ทราย ๒ ส่วน ดินจี่หรืออิฐบด ๒ ส่วน เอาน้ำมันยางตัด ใส่น้ำหนัง น้ำเหมียก เป็นน้ำผสม หมักดองไว้ให้เข้ากัน

งานช่างฝีมือของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีการลงชาดถมทองอันแสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของนครแห่งใหม่(ของพ่อขุนเมงราย)

ช่างฝีมือชาวเชียงใหม่ มีมาครั้งสมัยพระญามังรายตั้งเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนา เมื่อ พ . ศ . ๑๘๓๙ โดยตำนานระบุว่า พระญามังรายได้ช่างฝีมือจำนวนมากมาจากหัวเมืองมอญและหงสาวดี ฝีมือของช่างดังกล่าวเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปทั้งภายในอาณาจักรและดินแดนใกล้เคียง แต่เมื่อคราวที่เชียงใหม่อ่อนแอถูกพม่าเข้ามายึดครองตั้งแต่ พ . ศ . ๒๑๐๑ หลังจากนั้นกษัตริย์พม่า ได้เห็นความสำคัญของบรรดาช่างฝีมือทั้งหลาย ได้กวาดต้อนไปเป็นเชลยทั้งครอบครัว จึงทำให้เชียงใหม่ขาดแคลนช่างฝีมือและผู้คน จวบจนถึงสมัยกาวิละวงศ์พระญากาวิละและพี่น้อง ได้ให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยพระเจ้ากรุงธนบุรี และกองทัพของกรุงรัตนโกสินทร์สามารถปราบศัตรู ให้หมดไปจากแผ่นดินเชียงใหม่ได้สำเร็จในปี พ . ศ . ๒๓๑๗ นับจากนั้นเป็นต้นมา ผู้นำชาวล้านนาได้รวบรวมผู้คนจากทั่วทุกถิ่น ตั้งแต่ดินแดนของชาวไทใหญ่ ไทเขิน ลุ่มแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเขิน และไทลื้อดินแดนสิบสองพันนา ลงมาไว้ตามหัวเมืองต่างๆ ที่ร้างผู้คนในช่วงพม่าปกครอง การจัดแบ่งผู้คนในครั้งนั้น ได้มีการจัดสรรบรรดาช่างฝีมือทั้งหลายไว้โดยรอบกำแพงเมือง เพื่อให้เป็นช่างหลวงและช่างฝีมือสืบไป เช่น ชาวบ้านสะต๋อย บ้านงัวลาย บ้านนันทา บ้านช่างหล่อ บ้านช่างเขิน บ้านช่างคำ บ้านช่างเงิน และบ้านช่างกระดาษ เป็นต้น

การบวชลูกแก้ว ของชาวมอญโบราณ ที่ชายแดนไทยพม่า มีการประดับประดาอย่างสวยงาม(ภาพนี้ถ่ายก่อน พ ศ 2530)

 

สำหรับบ้านช่างหล่อนั้น มีอาณาเขตระหว่างสี่แยกประตูสวนปรุงกับสี่แยกประตูเชียงใหม่ มีถนนช่างหล่อผ่านหน้าหมู่บ้าน อยู่ติดกับคูเมืองด้านประตูเชียงใหม่และประตูสวนปรุงจากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุของหมู่บ้านช่างหล่อได้ความว่า สมัยก่อนบริเวณที่เป็นบ้างช่างหล่อนี้ผู้คนอาศัยอยู่มีประมาณ ๒๐ ครอบครัว ทุกครัวเรือนมีอาชีพหล่อพระพุทธรูปมาประมาณ ๓ - ๔ ชั่วคนแล้ว ส่วนที่ติดกับบ้านช่างหล่อทางทิศใต้เป็นหมู่บ้านช่างเงิน ต่อจากบ้านช่างเงินแถววัดนันทารามเป็นหมู่บ้านช่างเขินปัจจุบันมีครอบครัวที่ยังคงประกอบอาชีพปั้น - หล่อ พระพุทธรูปแบบโบราณนี้เพียง ๕ ครอบครัวเท่านั้น

การปั้น - หล่อพระพุทธรูปจากอดีตถึงปัจจุบัน

การปั้น - หล่อพระพุทธรูปในอดีตที่ผ่านมากับปัจจุบันไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ในความเห็นของช่างมีความเห็นเพียงแต่ว่า ปัจจุบันมีเครื่องอุปกรณ์ที่ทันสมัย ช่วยทำให้รวดเร็วและประหยัดเวลามากกว่าเดิมเท่านั้น

 

ลักษณะของการประดิษฐานของพระพุทธรูปไม้ ภาพนี้ถ่ายจากวัดหนึ่งในเมืองเชียงรุ้ง

จากการสัมภาษณ์ช่างหล่อพระพุทธรูป ทราบว่าลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปมีอยู่ ๓ ลักษณะคือ

๑ . พรหมลักษณะ พระพุทธรูปจะมีพระวรกายตรงงดงาม ดูไม่น่าเบื่อ มีพระพักตร์สวยพิศ ชวนแก่การมองและการเคารพกราบไหว้ยิ่งนัก ตัวอย่างของพระพุทธรูปที่ถูกต้องพรหมลักษณะนี้ ได้แก่ พระเจ้าเก้าตื้อ วัดพระเจ้าเก้าตื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

๒ . สิงหลักษณะ พระพุทธรูปจะต้องมีพระวรกายอวบอ้วน องอาจผึ่งผายยิ่งนัก ตัวอย่างของพระพุทธรูปตามสิงหลักษณะ ได้แก่ พระพุทธรูปสกุลพระพุทธสิหิงค์ ( พระสิงห์ ) ทั้งมวล ซื่อแสดงลักษณะแห่งพญาราชสีห์

๓ . พุทธลักษณะ พระพุทธรูปจะต้องมีลักษณะดังพระพุทธเจ้า มีพระเนตรทอดต่ำ อยู่ในอาการสำรวม พระพุทธรูปในเมืองไทยส่วนมากมีลักษณะแบบพุทธลักษณะ โดยเฉพาะพระประธานในพระวิหารของวัดในภาคเหนือได้สร้างพระพุทธรูปตามแบบพุทธลักษณะนี้

ขั้นตอนและวิธีการปั้น - หล่อพระพุทธรูปของช่างเชียงใหม่

ช่างปั้น - หล่อพระพุทธรูปบ้านช่างหล่อ ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีขั้นตอนและวิธีการปั้น - หล่อพระพุทธรูปแบบพื้นบ้าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพชน ๓ - ๔ ชั่วอายุคน ดังนี้

 

พระพุทธรูปศิลปะล้านนา (ยุคเชียงแสนสิงห์สาม) วัสดุสำริด หน้าตักราวสี่นิ้ว

ขั้นตอนที่ ๑

เตรียมดินเพ็ก ( อ่าน “ ดินเป็ก ”) หรือดินหยาบ ไว้สำหรับปั้นหุ่นแกนดิน ดินเพ็กได้จากดินเหนียว ( ดินดาก ) ผสมกับแกลบและขี้เลื่อยในอัตราส่วน ๑ : ๒ : ๑ ดินเพ็ก คือ ดินหยาบสำหรับปั้นแกนดิน ก่อนผสมต้องนำดินเหนียวไปผึ่งแดดและหมักในน้ำให้อิ่มตัว นำส่วนผสมนั้นมาคลุกเคล้าให้เข้ากันและนวดจนเหนียวได้ที่คือ สามารถปั้นเป็นก้อนได้

ขั้นตอนที่ ๒

นำดินที่ผสมแล้ว หรือเรียกภาษาพื้นบ้านว่า ดินเพ็ก นี้ไปปั้นขึ้นองค์พระพุทธรูป โดยเริ่มจากฐานก่อน การปั้นหุ่นแกนดินต้องรอให้ฐานแกนดินแห้งเสียก่อน ถึงจะปั้นองค์พระต่อขึ้นไปเรื่อยๆ แต่งเติมรายละเอียดตามแบบตัวอย่าง ส่วนมากจะเป็นรูปถ่ายโดยช่างจะขยายแบบจากของจริงตามขนาดที่ต้องการปั้นนี้จะไม่ปั้นองค์พระพุทธรูปตัน แต่จะปั้นให้แกนหุ่นภายในกลวง ช่างเชียงใหม่นิยมใช้สายตาของช่างเป็นเกณฑ์วัดอาศัยความชำนาญ และประสบการณ์มากกว่าจะใช้เครื่องมือช่วย เช่น ลูกดิ่ง วงเวียน ถ้าพระพุทธรูปที่มีหน้าตักเล็กกว่า ๒๐ นิ้ว ช่างจะไม่นิยมเสริมโครงไม้ภายในองค์พระพุทธรูป แต่ถ้าองค์พระพุทธรูปมีหน้าตักกว้างกว่า ๒๐ นิ้วขึ้นไป ช่างก็จะใส่โครงไม้และเหล็กไว้ภายในองค์พระพุทธรูป เพื่อป้องกันหุ่นล้ม

ขั้นตอนที่ ๓

เมื่อปั้นหุ่นพระพุทธรูปด้วย ดินเพ็ก หรือดินหยาบเรียบร้อยแล้ว จึงนำดินอ่อนละเอียดซึ่งได้จากดินเหนียวผสมขี้เลื่อยในอัตราส่วน ๑ : ๒ เมื่อได้ดินอ่อนละเอียดแล้วจะนำมาทาครอบทับบางๆ บนแกนหุ่น ถ้าเป็นแกนหุ่นพระพุทธองค์โตก็จะทาทับหนาประมาณ ๑ เซนติเมตร การครอบทับด้วยดินอ่อนละเอียดนี้ก็เพื่อว่าขณะที่เผาหุ่นแกนดิน ด้วยความร้อนที่สูงมากดินที่ปั้นไว้ข้างในจะไม่แตกตัวออก เมื่อดินอ่อนที่ทาครอบแกนหุ่นดินแห้งแล้ว ก็จะตกแต่งโดยใช้ไกดิน หรือตะไบหยาบมาตกแต่งหุ่นองค์พระพุทธรูปให้สวยงาม ตามแบบการปั้นหุ่นแกนดินนี้ ช่างจะปั้นฐานองค์พระก่อน รอจนฐานหุ่นแห้งดีแล้วจึงจะปั้นองค์พระต่อ ทั้งนี้ก็เพื่อว่าเมื่อฐานแข็งแรงดีแล้วก็จะสามารถรับน้ำหนักขององค์พระได้ โดยไม่ทำให้ยุบหรือล้ม นอกจากนี้ ช่างยังพบว่าการปั้นหุ่นแกนดินนี้ต้องปั้นตอนใกล้เที่ยงวันถึงตอนบ่ายประมาณบ่าย ๓ โมงเย็น เพราะเป็นช่วงที่แสงสว่างกำลังพอดี แสงสว่างมีความสำคัญต่องานศิลปะอย่างมาก ส่วนเศียรพระพุทธรูปนั้นช่างจะปั้นต่างหาก รวมทั้งการตกแต่งเม็ดพระศกให้เรียบร้อยถึงจะนำไปต่อกับหุ่นองค์พระงานปั้นเศียรพระเป็นงามที่ต้องใช้ความประณีต และถือเป็นศูนย์รวมของความสวยงามของพระพุทธรูป

ขั้นตอนที่ ๔

การประกบหรือการบุขี้ผึ้งนี้ ช่างจะนำเอาขี้ผึ้งสีแดงที่เป็นแผ่นมาบุเข้ากับแกนหุ่นดิน โดยการนำเอาแผ่นขี้ผึ้งมาอังไฟอ่อนๆ ในเตาอั้งโล่เพื่อให้ขี้ผึ่งอ่อนตัว ประกอบเข้ากับแกนหุ่นให้ทั่วองค์พระพุทธรูป แล้วขูดแต่งให้เรียบด้วยมีดปลายแหลมเล่มเล็กๆ มีดนี้จะมีด้ามยาว ซึ่งช่วงวางน้ำหนักมือได้ดี ตกแต่งรายละเอียดด้วยการเกลาให้เรียบร้อย ตรงไหนที่มีรอยต่อ ช่างจะใช้ผ้าอังไฟให้ร้อน นำมาเช็ดรอยต่อและรอยต่อชนวนให้เรียบ การประกอบขี้ผึ้งนี้ช่างจะใช้ขึ้นผึ้งที่มีความหนาตามขนาดของหน้าตักแกนหุ่นพระพุทธรูป เช่น ถ้าแกนหุ่นพระพุทธรูปหน้าตักกว้างไม่เกิน ๙ นิ้ว ช่างจะใช้ขี้ผึ้งที่มีความหนาประมาณ ๓ มิลลิเมตร แต่ถ้าแกนหุ่นพระพุทธรูปหน้าตักกว้างเกิน ๙ นิ้ว ก็จะใช้ขี้ผึ้งหนาตามสัดส่วน

ขั้นตอนที่ ๕

นำมูลวัว และดินดำละเอียดผสมกับน้ำทาทั่วแกนหุ่นพระพุทธรูป ๓ รอบ เพื่อยึดขี้ผึ้งกับดินที่หุ้ม ( ปัจจุบันช่างจะไม่ทามูลวัวเพราะเสียเวลา ) เมื่อทามูลวัวแล้วจะนำตะปูมาตอกให้ทั่วแกนหุ่น เพื่อยึดดินข้างในขี้ผึ้งกับดินข้างนอกขี้ผึ้ง นำดินอ่อนดำซึ่งได้จากดินเหนียวผสมแกลบเผาในอัตราส่วน ๒ : ๑ มาพอกทับบางๆ ๑ ชั้น เมื่อแห้งแล้วนำดินหยาบซึ่งได้จากดินเหนียวผสมแกลบมาพอกทับอีก ๒ ชั้น พอกครั้งสุดท้ายให้มิดตะปู ถ้าองค์พระพุทธรูปหน้าตักกว้างเกิน ๒๐ นิ้ว ช่างจะใช้ลวดมาสานเย็บตารางครอบแกนหุ่นพระพุทธรูป เพื่อยึดดินไม่ให้แตกออก แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง

ขั้นตอนที่ ๖

หลังจากที่ดินหุ้มองค์พระแห้งดีแล้ว ช่างจะกลับหุ่นองค์พระพุทธรูปโดยเอาฐานพระขึ้นข้างบน เพื่อทำปากจอกไว้สำหรับให้ขี้ผึ้งไหลออก และเป็นทางสำหรับหล่อทองเหลืองเข้าแล้วนำหุ่นพระพุทธรูปขึ้นไว้บนเตาสุมไฟเพื่อสำรองขึ้นผึ้งออกมาให้หมด โดยใช้ไฟที่ใช้ความร้อนปานกลาง เมื่อขี้ผึ้งที่หุ้มหุ่นดินองค์พระพุทธรูปไหลออกหมดแล้ว ช่างจะเผาหุ่นดินต่อไปด้วยไฟที่ให้ความร้อนพอดี ถ้าร้อนเกินไปดินจะยุ่ยกรอบ และแตกถ้าความร้อนไม่พอดินจะไม่แข็งพอที่จะนำไปหล่อทองเหลืองได้

ขั้นตอนที่ ๗

นำหุ่นดินพระพุทธรูปที่เผาเอาขี้ผึ้งออกหมดแล้วไปขึ้นเตาเผาที่เตรียมไว้ โดยกลับหุ่นเอาฐานองค์พระขึ้นข้างบนเศียรอยู่ข้างล่าง การเผาให้ความร้อนสูง ในอดีตช่างจะใช้สูบลมช่วยเป่าให้เกิดความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันช่างใช้พัดลมหอยโข่งช่วย ไม่ต้องใช้แรงงานคนสูบเพราะใช้ไฟฟ้าแทน การเผาดินจนสุกจะทำให้ดินแข็งพอที่จะหล่อทองเหลืองได้ ซึ่งต้องใช้เวลาเผาประมาณ ๗ - ๘ ชั่วโมง เมื่อหุ่นดินพระพุทธรูปสุกใกล้จะแดงเต็มที่ เมื่อหุ่นดินสุกแดงดีแล้วก็จะถอนไฟออก จะเหลือถ่านไฟที่ให้ความร้อนพอดีสม่ำเสมออเพื่อที่จะได้ทองเหกลืองที่หลอมออกมาเนื้อดี เนื้อทองจะไหลลื่นไม่เหนียวติดเบ้า ใช้คีมสองหางยกเบ้าทองเหลืองขึ้นเทลงตรงปากจอกที่ฐานองค์พระจนเต็มทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ ๒ วัน การที่เอาเศียรหุ่นดินพระพุทธรูปลงเช่นนี้นอกจากสะดวกในการสำรองขี้ผึ้งออกอและเททองเหลืองเข้าไปในหุ่นองค์พระแล้ว ช่างยังอธิบายว่า พระพุทธรูปที่ดูสวย น่าศรัทธานั้นอยู่ที่พระพักตร์พระพุทธรูป ดังนั้นการเอาเศียรหุ่นพระลงก็เพื่อให้ได้พระพักตร์ที่ได้ทองเหลือหุ้มโดยทั่วถึง และเมื่อนำไปขัดแต่งแล้ว พระพักตร์พระพุทธรูปจะเหลืองสุกอร่ามตา

ส่วนฟืนที่ใช้เผาหุ่นดินและหลอมทองเหลืองนี้ก็ใช้ฟืนไม้เนื้อแข็ง ส่วนการกำหนดอัตราส่วนระหว่างขี้ผึ้งที่ไหลออกมาจากหุ่นดินกับจำนวนทองเหลือง ที่จะเทหล่อเข้าไปแทนที่นี้ช่างจะกำหนดอัตราส่วน ๑ : ๑ : ๑๒ กิโลกรัม กล่าวคือ เมื่อขี้ผึ้งที่สำรอกออกมามากเท่าใด ช่างก็ใช้ทองเหลืองตามอัตราส่วนนั้น ส่วนเตาเผานั้นใช้อิฐมอญวางเรียงซ้อนกันขึ้นไปรอบๆ หุ่นดินพระพุทธรูป และใช้แผ่นสังกะสีมาวางปิดบนเตา เพื่อไม่ใหช้ความร้อนผ่านออกสู่ข้างบนเตาเผา

ขั้นตอนที่ ๘

ทิ้งให้องค์พระพุทธรูปเย็นลง ช่างจะตะแคงองค์พระพุทธรูปลง ทุบดินภายนอกออกและกระทุ้งดินข้างในออกด้วย ตัดตะปู ตัดชนวน อุดรูรั่วของทองเหลือง โดยการเชื่อมตามรอยรั่วให้เรียบร้อย ก็จะได้พระพุทธรูปทองเหลืองที่ไม่สวยนัก หลังจากนั้นจึงใช้กระดาษทราบหยาบขัดผิวให้เรียบ ใช้ตะไบไฟฟ้า ขัดให้ขึ้นเงาสวยงาม

ขั้นตอนที่ ๙

ขั้นตอนสุดท้ายของการปั้น - หล่อพระพุทธรูปของช่างเชียงใหม่ก็คือการแต่งและทำสีตามที่ลูกค้าต้องการ รูปแบบและสีที่ลูกค้าต้องการ อาทิ แบบปิดทอง หรือแบบสนิมสีต่างๆ เช่น สนิมเขียว สนิมเขียวดำ สนิมเขียวแดง นอกจากนี้สนิมต่างๆ แล้ว ลูกค้าบางคนยังชอบแบบรมดำอีกด้วย

 

 

 

 

   
   
 
 

Copy-Right Discoverythailand.co.th 2006 Website designed by nokkiller@hotmail.com